วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553




คำสอนพระเยซูในชีวิตประจำวัน
การรักเพื่อนมนุษย์
พระเยซูเจ้ามิได้สอนให้มนุษย์ต้องรักพระเป็นเจ้าเท่านั้น แต่ยังสอนให้มนุษย์รู้จักรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตัวเองด้วย เพราะมนุษย์ทุกคนเป็นบุตรของพระบิดาเจ้า และมนุษย์ทุกคนต่างก็เป็นพี่น้องกัน ยิ่งกว่ามนุษย์ถูกสร้างมาในฉายาลักษณ์ของพระเป็นเจ้า มนุษย์จึงมีพระเป็นเจ้าอยู่ในตัวเขา ผู้ที่รักเพื่อนมนุษย์ก็ได้ชื่อว่ารักพระเป็นเจ้าด้วย
ด้วยเหตุนี่พระเยซูเจ้าจึงได้บอกให้เพื่อนมนุษย์จงรักกันและกันเหมือนรักตัวเอง หรือจงรักกันและกันเหมือนกับที่พระองค์ทรงรักเรา ดังที่ได้กล่าวไว้ในพระวรสาร หลายตอนด้วยกันเช่น…
" จงรักเพื่อนมนุษย์ เหมือนรักตัวเอง " ( มธ.22:34-40 )
หรือที่พระเยซูเจ้าได้ตรัสไว้ว่า…
" นี่คือ…บัญญัติของเรา คือให้ท่านทั้งหลายรักกัน เหมือนดังที่เรารักท่าน " ( ยน.15:12 )
นอกจากนี้พระเยซูเจ้ายังได้ย้ำเตือนเราให้รู้จักรักกันและกัน เพราะความรักมีกำเนิดมาจากพระเป็นเจ้า ผู้ใดไม่มีความรักในใจของตัวเอง ผู้นั้นก็ไม่รู้จักพระเป็นเจ้า ดังที่ได้มีการบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ว่า…
" ท่านพี่น้องที่รักเราจงรักกันและกันเพราะความรักมาจากพระบิดาเจ้าผู้ใดรักก็ถือกำเนิดจากพระเป็นเจ้า และรู้จักพระองค์ผู้ใดไม่รัก ก็ไม่รู้จักพระเป็นเจ้าเพราะพระเป็นเจ้าเป็นองค์แห่งความรัก " ( 1ยน.4:7-
16




เมตตากรุณา และการให้อภัย

นอกจากท่านจะต้องรักมนุษย์แล้ว ท่านต้องเมตตาปราณีต่อคนอื่น ไม่กล่าวร้ายต่อคนอื่น และต้องรู้จักยกโทษให้ผู้อื่นเมื่อเขาทำผิดต่อท่าน หรือไม่ดีต่อท่านด้วย ดังที่พระเยซูเจ้าได้แนะนำไว้ว่า…
" จงเป็นผู้ที่เมตตาดังที่พระบิดาของท่าน ทรงเมตตากรุณาต่อท่านอย่าตัดสินเขา แล้วท่านจะไม่ถูกตัดสินอย่ากล่าวโทษเขา แล้วท่านจะได้รับการยกโทษจงให้แล้วพระเป็นเจ้าจะประทานให้ท่าน " ( ลก.6:32 - 35 )
โดยเฉพาะเมื่อมีใครทำผิดต่อท่าน และมาขอโทษท่าน ท่านก็ควรจะยกโทษให้เขา ดังที่พระเยซูเจ้าสอนไว้ว่า
" ถ้าพี่น้องของท่านทำผิด
ท่านจงตักเตือนเขา
และถ้าเขาเป็นทุกข์เสียใจ
ก็จงยกโทษให้เขา
และถ้าเขา ทำผิดต่อท่านวันละเจ็ดครั้ง และพูดว่า "เสียใจ"
ท่านจงยกโทษให้เขาเถิด " ( ลก.17:1-6 )
และไม่เพียงแต่เจ็ดครั้งเท่านั้น ถ้าเขาทำผิดมากกว่านั้น ท่านก็จะต้องยกโทษให้เขาทุกครั้ง เหมือนกับที่นักบุญเปโตรทูลถามพระเยซูเจ้าว่า....
" ถ้าพี่น้องของข้าพเจ้า ทำผิดต่อข้าพเจ้า จะต้องยกโทษให้เขากี่ครั้ง ถึงเจ็ดครั้งหรือไม่? "
และพระเยซูเจ้า ได้ตอบนักบุญเปโตรว่า…
" เราไม่ได้บอกว่ายกโทษให้เขาเจ็ดครั้ง แต่ให้ยกโทษให้เขาเจ็ดครั้ง เจ็ดสิบหน " ( มธ.18:21 - 35)




ไม่โกรธ และพยาบาทกัน
พระเยซูเจ้าไม่เพียงแต่สอนให้มนุษย์รู้จักรักกันและกัน เหมือนเป็นพี่เป็นน้องกันเท่านั้น แต่พระองค์ยังสอนไม่ให้มนุษย์โกรธกัน หรือเกลียดกัน รวมทั้งการไม่ผูกพยาบาท หรือแก้แค้นกัน ดังที่พระองค์สอนไว้ว่า…
" อย่าเกลียดชังพี่น้องของท่านอยู่ในใจแต่จงตักเตือนเพื่อนบ้านของท่านอย่างเปิดเผยเพื่อเจ้าจะไม่ต้องรับโทษเพราะเขาเจ้าอย่าได้แก้แค้น หรือผูกพยาบาท ลูกหลาน ญาติพี่น้องของเจ้าแต่จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง" ( ลนต.19:1-2, 17 - 18 )
พระเยซูเจ้าได้สอนให้ท่านรู้จักข่มใจตนเอง ในการไม่โต้ตอบคนที่มาทำไม่ดีต่อท่าน หรือมาทำร้ายต่อท่าน ด้วยการใช้ความรักเข้ามาช่วยแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดกับชีวิตของท่าน ดังที่พระองค์ได้สอนไว้ว่า…
" อย่าโต้ตอบคนอื่นผู้ใดตบแก้มขวาของท่านจงหัน แก้มอีกข้างหนึ่งให้ผู้ใดฟ้องท่านที่ศาล เพื่อจะได้เสื้อยาวของท่านก็จงยกเสื้อนอกแถมให้เขาด้วยและถ้าผู้ใดจะเกณฑ์ให้ท่านเดินหนึ่งหลักก็จงเดินให้เขาสองหลักเถิดผู้ใดขอจงให้และอย่าหันหลังให้ผู้ที่มาขอยืมจากท่าน " ( มธ.5:36-42 )



การแบ่งปันและช่วยเหลือผู้อื่น

พระเยซูเจ้าสอนให้เรารู้จักช่วยเหลือคนยากจน คนตกทุกข์ได้ยาก และคนไร้ที่พึ่ง ตามกำลังความสามารถของเราที่จะทำได้ ดังที่พระองค์ได้บอกไว้ว่า…
" จงแบ่งปันอาหารของเจ้ากับผู้ที่หิวและนำคนยากจนไร้ที่อยู่ เข้ามาในบ้านเมื่อเจ้าเห็นคนไม่มีเครื่องนุ่งห่มก็จงให้เสื้อผ้าคลุมกายเขาไว้และไม่เบือนหน้าหนีไปจากญาติของเจ้า " ( อสย.58:7-10 )
ยิ่งกว่านั้นพระเยซูเจ้ายังได้เตือนใจเราอีกว่า ใครที่จะรู้ว่าผู้ที่เราได้ให้ความช่วยเหลือ หรือให้ความเมตตาต่อเขานั้นเป็นใครมาจากไหน ดีไม่ดีอาจจะเป็นฑูตสวรรค์ปลอมมาเพื่ออยากรู้ความมีน้ำใจของท่านก็ได้ ดังที่พระองค์ได้กล่าวว่า…
"อย่าละเลยที่จะต้อนรับแขกแปลกหน้า บางคนต้อนรับฑูตสวรรค์โดยไม่รู้ตัว" ( ฮบ.13:1-8 )




จงรักศัตรู
พระเยซูเจ้ามิได้สอนให้เรารักคนอื่นเท่านั้น แต่พระองค์ยังสอนให้เรารักผู้ที่เป็นศัตรูของเราด้วย ดังที่ปรากฏในพระคัมภีร์ว่า…
" จงรักศัตรู และจงภาวนาให้ผู้ที่เบียดเบียนท่าน
เพื่อท่านจะได้เป็นบุตรของบิดาเจ้าสวรรค์ " ( มธ.5:43-48 )
หรือที่พระองค์กล่าวไว้ว่า…
" พวกท่านจงรักศัตรู
จงทำดีต่อผู้ที่เกลียดชังท่าน
จงอวยพรให้แก่ผู้ที่แช่งด่าท่าน
และภาวนาอธิฐานให้ผู้ที่กล่าวร้ายใส่ความท่าน" ( ลก.6:27-38 )
จงเป็นคนสุภาพอ่อนโยน
พระเยซูเจ้าสอนให้ท่านเป็นคนสุภาพ และอ่อนโยนต่อทุกคนที่ท่านพบเขา ดังที่ปรากฏในพระคัมภีร์ว่า…,
" จงทำทุกอย่าง ด้วยใจสุภาพอ่อนโยนและเจ้าจะเป็นที่รักใคร่มากกว่าคนใจบุญ " ( บสร.3:14 - 17 )
นอกจากนั้นพระเยซูเจ้ายังสอนว่า…
" ท่านอยากให้เขาทำต่อท่านอย่างไรก็จงทำต่อเขาอย่างนั้นเถิดเพราะท่านจะตวงให้เขาอย่างไรพระเจ้าก็จะตวงตอบแทนท่านอย่างนั้น " ( ลก.6:27 - 38 )



จงรู้จักให้อภัย
สิ่งที่สำคัญที่สุดที่พระเยซูเจ้าสอนให้มนุษย์ทุกคนปฏิบัติก็คือ การรู้จักให้อภัยต่อคนที่ทำผิดต่อท่าน ทั้งนี้เพื่อท่านจะได้รับการอภัยโทษ จากพระเป็นเจ้าด้วย ดังที่พระองค์สอนไว้ว่า…
" จงให้อภัย
แล้วท่านจะได้รับการอภัยโทษ" ( ลก.6:36-38 )
หรือที่พระองค์ตรัสว่า…
" ถ้าท่านยกโทษความผิดให้แก่เพื่อนมนุษย์
พระบิดาของท่านสถิตในสวรรค์
ก็จะทรงยกโทษความผิดของท่านด้วย " ( มธ.6:7-17 )
การถ่อมตน และการผ่อนหนักผ่อนเบา
พระเยซูเจ้าได้เน้นถึงความเมตตากรุณา ความถ่อมตน การรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา และการรู้จักให้อภัยต่อผู้อื่น และที่สำคัญก็คือความรักต่อผู้อื่น ซึ่งถือว่าเป็นความดีที่สมบูรณ์แล้วที่มนุษย์จะหาได้ ดังข้อความตอนหนึ่งของพระคัมภีร์ที่บอกว่า...
" ท่านจงประดับตนด้วยความกรุณา
อ่อนหวาน
ถ่อมตน
อ่อนโยน
และอดทน
จงผ่อนหนักผ่อนเบาซึ่งกันและกัน
หากมีเรื่องผิดพ้องหมองใจกัน ก็ยกโทษกันเสีย
พระเจ้าอภัยความผิดของท่านอย่างไร
ท่านจงให้อภัยแก่เขาอย่างนั้น
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าทั้งหมดก็คือ "ความรัก"
อันเป็นสายสัมพันธ์ความดีบริบูรณ์ " ( คส.3:12-17)
การรับใช้ผู้ที่ตำต้อย
พระเยซูเจ้าได้บอกว่าแม้เราจะปฏิบัติดังกล่าวกับผู้ที่ต่ำต้อยเพียงใดก็ตาม ก็เหมือนกับที่เราปฏิบัติต่อพระองค์ด้วย เราจึงไม่ควรเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใคร ยากจนหรือต่ำต้อยหรือร่ำรวย มีเกียรติหรือไม่มีเกียรติ เราก็ควรจะปฏิบัติอย่างเดียวกัน แม้คนที่ต่ำต้อย ก็เท่ากับเราได้ปฏิบัติต่อพระองค์ด้วย ดังที่พระองค์กล่าวว่า…

" เราขอยืนยันว่า
พวกท่านที่ปฏิบัติต่อพี่น้อง
แม้ที่ต่ำต้อยของเราครั้งใด
ก็เท่ากับปฏิบัติต่อเรา " ( มธ.25:31-46 )



ความซื่อสัตย์
ความซื่อสัตย์นับว่าเป็นสิ่งสำคัญของชีวิตคริสตชน ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ก็ตาม เพราะถ้าเราซื่อสัตย์ในเรื่องเล็กน้อยแล้ว เรื่องใหญ่เราก็จะซื่อสัตย์ด้วยเช่นกัน ดังที่ปรากฏในพระคัมภีร์ว่า…
" คนที่ซื่อสัตย์ในเรื่องเล็กน้อยก็จะซื่อสัตย์ในเรื่องใหญ่ด้วยคนที่ไม่ซื่อสัตย์ในเรื่องเล็กน้อยก็จะไม่ซื่อสัตย์ในเรื่องใหญ่ด้วย " ( ลก.16:9-15 )


สิ่งชั่วร้ายของชีวิต

พระเยซูเจ้าได้สอนเราว่า สิ่งที่ร้ายกาจของชีวิตเรามีอยู่สองสิ่งคือ ความโกรธอาฆาต และความเจ็บใจ ซึ่งเป็นเครื่องบั่นทอนความสุขและชีวิตของเรา และไม่มีอะไรจะแก้ไขได้ นอกจากการใช้ความรักและการอภัยช่วยเหลือ เพื่อให้เราได้รอดพ้นจากความชั่วร้ายดังกล่าว ดังที่บอกไว้ในพระคัมภีร์ว่า…
" สองสิ่งที่ร้ายกาจคือความโกรธอาฆาต และความเจ็บใจจงยกโทษให้ผู้ทำความผิดต่อท่านแล้วบาปของท่านก็จะได้รับการอภัย "

( บสร.27:30, 28:7 )



การไม่ชิงดีชิงเด่น หรืออวดตัว
สำหรับการดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้ พระองค์สอนให้มนุษย์อย่าได้ชิงดีชิงเด่นกัน หรือคิดแต่จะหาชื่อเสียงใส่ตนเอง และกล่าวใส่ร้ายผู้อื่น รวมทั้งจะต้องไม่ทำตัวเองว่าตัวเองเก่งกว่าคนอื่นๆ ตรงกันข้ามพระองค์สอนให้มนุษย์มีความถ่อมตน และยกย่องคนอื่นว่ามีความรู้ความสามารถมากกว่าตน ดังที่พระองค์ได้สอนไว้ว่า…
" จงอย่ากระทำสิ่งใด ในทางชิงดีกันหรือหาชื่อเสียงใส่ตัวแต่จงถ่อมตนและถือว่าคนอื่นดีกว่าตัวแต่ละคนอย่าเห็นผลประโยชน์ของตนฝ่ายเดียวแต่จงเห็นแก่ผลประโยชน์ของคนอื่นด้วย" ( ฟบ.2:1-11 )
พระเยซูเจ้าสอนไว้ว่าในการทำบุญ หรือทำความดี ควรจะทำด้วยใจจริง ไม่ใช่ทำด้วยการเอาหน้าหรืออยากดัง เพราะการทำบุญดังกล่าว ท่านจะไม่ได้รับอะไรเป็นการตอบแทนจากพระเป็นเจ้าเลย ไม่ว่าสิ่งที่ท่านทำนั้นจะมากมายเพียงใดก็ตาม ดังคำของพระเยซูเจ้าที่ว่า…
" จงอย่าประกอบกิจการดีของท่านต่อหน้ามนุษย์ เพื่ออวดตนมิฉะนั้นท่านจะมิได้รับบำเหน็จจากพระบิดาเจ้าผู้สถิตในสวรรค์เมื่อจะทำอย่าเป่าแตรข้างหน้าท่านเหมือนพวกหน้าซื่อใจคดเมื่อทำทานก็อย่าให้มือซ้ายของท่านรู้ว่ามือขวาของท่านทำอะไร " ( มธ.6:1-6, 16 - 18 )



ความไม่ประมาทในชีวิต
ชีวิตของมนุษย์เกิดมาแล้วก็ต้องตายไม่วันใดก็วันหนึ่ง มนุษย์จึงควรจะได้มีความสำนึกถึงความจริงข้อนี้ไว้เสมอ และขณะเดียวกันวันสิ้นพิภพก็กำลังจะใกล้เข้ามา ไม่มีใครทราบว่าวันนั้นจะมาถึงเมื่อไร วันนี้ พรุ่งนี้ อาทิตย์หน้า เดือนหน้า หรือปีหน้า
ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงไม่ควรประมาท เราควรจะได้ระมัดระวังเฝ้าชีวิตของตนเอง ให้เป็นคริสตชนที่ดีตลอดชีวิตของตน และพร้อมที่จะรับความตาย และวันสิ้นพิภพที่จะเกิดขึ้น ดังคำสอนของพระเยซูเจ้าที่ตรัสสอนไว้ว่า…
" จงระมัดระวังตัวให้ดีอย่ามัวแต่กิน และดื่มจนเมามายอย่าห่วงวิถีชีวิตนี้
มิฉะนั้น วันนั้นอาจจะมาถึงอย่างฉับพลันเหมือนอย่างบ่วงแร้วที่ดักคนไว้ทั้งโลกไว้
จงคอยเฝ้าภาวนาอยู่เสมอเพื่อท่านจะมีกำลังหนีเหตุการณ์ทั้งปวงที่เกิดขึ้น"( ลก.21:34-36 ) หรืออย่างที่พระองค์ตรัสว่า…
" จงระมัดระวังตื่นเฝ้าและอธิษฐานภาวนาเถิดเพราะท่านไม่รู้ว่าวันเวลานั้นจะมาถึงเมื่อไร" ( คร.1:3-9 )

10 ประการในการฝึกฝนตนเองให้เป็นนักพูดที่ดี


1. พูดเรื่องที่เรารู้ดีที่สุด

2. เตรียมตัวให้พร้อม ความพร้อมทำให้ไม่ประหม่า หรือถ้าเคยประหม่ามากก็จะประหม่าน้อยลง 3. สร้างความเชื่อมั่นให้กับตนเอง บอกกับตัวเองว่า “เรื่องนี้ หัวข้อนี้ สำหรับที่นี่ ฉันรู้ดีที่สุด”
แล้วพูดไปเลย

4. ถ้าทำทั้งสามข้อแล้วยังไม่หายประหม่า มีข้อแนะนำคือ

-สูดลมหายใจลึก ๆ หรือดื่มน้ำสักแก้ว

-บอกตัวเองในใจว่า “วันนี้สู้ตาย” อย่าบอกว่า “วันนี้ต้องตายแน่ ๆ”

-รวบรวมสติและกำลังใจ พูดเสียงดังตั้งแต่คำแรก หรือประโยคแรก แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น

5. แต่งกายให้สะอาด เรียบร้อย เหมาะสม

6. ปรากฏกายอย่างกระตือรือร้น ทำตนให้สดชื่น กระปรี้กระเปร่า แสดงถึงความพร้อม ความเต็มใจที่ จะพูด นอกจากจะทำให้คนฟังรู้สึกอยากฟังแล้ว ยังช่วยโน้มนำจิตใจของเราให้อยากพูด อยากแสดงออกมาอีกด้วย

7. ใช้กริยาท่าทางประกอบการพูดไปด้วย อย่ายืนนิ่ง ๆ และอย่าให้มือเกะกะวุ่นวาย ใช้ให้พอเหมาะและตรงกับเรื่องที่พุด กริยาท่าทางต้องใช้เสริมการพุด ไม่ใช่ขัดขวางหรือทำลายความสนใจในการพูด “จงพูดจากความรู้สึกที่จริงใจ แล้วท่าทาง มือไม้ของท่านจะเป็นไปเองตามธรรมชาติ”

8. พยายามสบสายตากับผู้ฟัง การสบสายตาเป็นวิธีหนึ่งที่จะดึงความสนใจของผู้ฟัง ถ้าเรามองหน้าผู้ฟัง ผู้ฟังก็จะมองเรา เวลาพูดอย่าหลบตาผู้ฟัง อย่ามองพื้น มองเพดาน มองต้นฉบับ หรือมองข้ามผู้ฟังออกไปข้างนอก เมื่อใดการสื่อสารทางสายตาขาดหายไป การสื่อสารทางจิตใจก็ขาดลง

9. ใช้น้ำเสียงให้เป็นไปตามธรรมชาติ คือ พูดให้เหมือนกับการคุยกัน อย่าดัดเสียงให้ผิดไปจากธรรมชาติ เสียงของนักพูดที่ดีมิได้หมายความว่า ต้องหวาน กังวานไพเราะเหมือนเสียงนักร้อง แต่หมายความว่าต้องเป็นเสียงที่ออกมาจากความรู้สึกที่จริงใจ เต็มไปด้วยพลัง มีชีวิตชีวา สามารถตรึงผู้พูดเอาไว้ได้ “ธรรมชาติของเสียงเราปรับปรุงไม่ได้ แต่บุคลิกภาพของเสียงสามารถปรับปรุงได้” ดังนี้

-พูดให้เสียงดังฟังชัด จังหวะการพูดอย่าให้ช้าหรือเร็วเกินไป

-จังหวะการพูดอย่าให้ช้าเกินไป จะทำให้น่าเบื่อ และอย่ารัวหรือเร็วเกินไป จะทำให้ฟังไม่ทัน พูดให้ได้จังหวะพอดี

-อย่าพูดเอ้อ – อ้า ทำให้เสียเวลา เสียรสชาติของการพูด ทำให้ผู้ฟังรำคาญ “เอ้อ..เสียเวลา อ้า…เสียคน”

-อย่าพูดเหมือนอ่านหนังสือ หรือท่องจำ

-ใส่ความกระตือรือร้นลงไปในน้ำเสียง ใส่อารมณ์ ความรู้สึก อย่าพูดราบเรียบ ขณะพูด ใช้เสียงหนัก– เบา ใช้เสียงสูง – ต่ำ มีการเว้นจังหวะการพูด การทอดเสียง การเว้นจังหวะ การรัวจังหวะการพูด การหยุดหายใจเล็กน้อยก่อนหรือหลังคำพูดที่สำคัญ ๆ

10. การพูดที่ดีต้องมีการยกตัวอย่างประกอบเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น พยายามหาเรื่องสนุกสนานมาสอดแทรก แต่อย่าให้ตลกโปกฮาเสียจนขาดเนื้อหาสาระ ให้มีลักษณะ “ฟังสนุก และ มีสาระ”

วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2553

10 เรื่องร้ายของการมีเซ็กส์ก่อนวัยอันควร



เซ็กส์สนุกหฤหรรษ์แต่ก็ทุกข์เสมอเมื่อเวลาผ่านเลย โดยเฉพาะวัยที่ยังไม่เหมาะไม่ควร ผลดีของการมีเซ็กส์ก็มากหลายเคยนิตยสารบางเล่มแยกแยะออกมาได้เกือบครึ่งร้อยประเด็น ซึ่งถ้ามองกลับกันก็ใช่จะดีตามนั้นเสมอ

พบกับเรื่องร้ายๆ 10 ข้อที่เกิดจากเซ็กส์ก่อนวัยอันควร เพื่อเป็นแนวทางคิดก่อนที่จะเผลอทำอะไรลงไปด้วยตัณหาราคะ โดยเฉพาะหญิงสาว แม้โลกจะยอมรับให้สิทธิเท่าเทียมชาย แต่ท่านมักจะเสียเปรียบเสมอ


1. ท้อง และแท้ง ยิ่งในวัยเรียนการได้รับปริญญาใจก่อนกำหนด 4 ปีการศึกษานั้น มันทำลายชีวิตมากพอตัวเชียวนะ มีน้อยคนที่จะทนอุ้มท้องไปนั่งร่วมชั้นเรียนกับเพื่อน และเชื่อเลยว่าคงไม่มีสถานศึกษาใดสนับสนุนด้วย เมื่อชีวิตของการเป็นแม่เริ่มต้นขึ้น ความพร้อมสำหรับทารกน้อยๆ ย่อมคลุกคลัก ปัญหาปากท้องและสังคมก็จะตามมาทีหลัง ส่วนใครที่ไม่เกรงต่อบาปยืนยันว่าฉันจะทำแท้งนั่นก็เท่ากับว่าทำร้ายตัวเองไปเสียแล้ว แต่ถ้ามั่นใจว่า “ฉันไม่ท้องหรอกย่ะ ป้องกันดี” จากการวิจัยระบุว่าแม้จะมีการใช้ถุงยางอนามัยก็ยังมีโอกาสพลาดได้สูงถึง 21% เนื่องจากคุณภาพของถุงยางเสื่อมหรือใช้ไม่ถูกต้องและการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดก็มีโอกาสพลาดได้สูงถึง 5%

2. ซึมเศร้า เพราะวัยรุ่นยังไม่ใช่วัยที่จะตั้งรากปักฐานกับใครผู้ใด ยังเป็นวัยแห่งการแสวง เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนคู่นอนจึงเกิดเสมอๆ การซึมเศร้าที่เกิดจากขาดความรักที่ยั่งยืนอาจเกาะกินหัวใจคนเราได้

3. ติดโรค อันนี้น่ากลัวนะครับอย่างที่บอกในข้อ 2 ว่าวัยรุ่นเป็นเพียงวัยแสวงหาน้อยคนนักที่จะพบรักแท้ยืนยาวเหมือนชีวิตคู่ผู้ใหญ่ การเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ ย่อมเกิดโรคตามมาแม้จะป้องกันก็ตาม


4. อาจทำให้เรียนซ้ำชั้นได้ เพราะมุ่งมั่นทำแต่คะแนนรักไม่สนใจการเรียน

5. เป็นขี้ปากชาวบ้าน โดยเฉพาะพวกขี้อิจฉา โดนนิทาว่าเสียตัวแล้วบ้าง เปลี่ยนแฟนอีกแล้ว โดนแฟนทิ้งอีกแล้วบ้าง สำหรับผู้ชายก็อาจจะเป็นที่รังเกียจของสาวดีๆ โดยข้อหา นักล่าผู้หญิง หรือนักล่าพรหมจรรย์ ฟังดูน่ากลัวนะครับ แต่เชื่อเลยว่าใครที่อ่านถึงข้อนี้ หัวเราะชัวร์


6. เกิดการหมิ่นเกียรติ์กันและกันระหว่างชายหญิง ต่างฝ่ายมองว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงตัวสนองความใคร่ ไม่มีรักแท้จีรัง ก่อนที่จะรู้จักกันอย่างแน่นแฟ้นเราอาจจะมองเขาในแง่อื่นไปเสียแล้ว

7. ถูกหลอกซ้ำซาก เพราะเคยปล่อยตัวและใจให้คนก่อนและความต้องการรักแท้ เพราะฉะนั้นคำว่ารักก็อาจจะกลายเป็นแค่ตะขอเบ็ดเกี่ยวเยื่อเท่านั้น

8. ใคร่มากกว่ารัก วัยรุ่นอาจจะต้องการมีเพศสัมพันธ์มากกว่ารัก และเข้าใจคำว่ารักผิดไป สุดท้ายส่งผลให้ไม่เข้าใจกันในที่สุด

9. ผิดหวังในรัก เมื่อคนดีที่เหมาะกับเราเข้ามาในชีวิต เมื่อเขารู้เรื่องราวในอดีตก็อาจจะหลีกหายไปได้ หรือเราเองอาจจะรู้สึกผิดกับอดีตไม่กล้าสู้หน้าเขาหรือเธอคนนั้น จนกลายเป็นคำว่า เธอดีเกินไป หรือเธอไม่คู่ควรกับฉัน เพราะเธอมันช่ำชอง ไม่น่าไว้วางใจ

10. สร้างความร้าวฉานในชีวิตคู่ เรื่องราวในอดีตไม่สามารถลบมันได้ แม้เราจะพยายามลืมไปเท่าไหร่ก็ตาม เมื่อคู่ชีวิตล่วงรู้อดีตกาลของเราย่อมเกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ชีวิตคู่จะมีความสุขได้อย่างไร แก้วเริ่มร้าวไม่นานก็แตก และไม่อาจประกอบได้ดั่งเดิม

วัยรุ่น...เปลี๊ยนไป


การสนใจเพศตรงข้ามเป็นธรรมชาติของวัยรุ่น การที่วัยรุ่นจะคบเพื่อนต่างเพศไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดในสังคมปัจจุบัน แต่วัยรุ่นที่คิดจะมีคู่ครองต้องระวังตนเอง ให้คบกันในขอบเขตที่เหมาะสม

ลักษณะการคบเพื่อนต่างเพศ

1. คบแบบเพื่อน
2. คบแบบคู่ควงหรือคู่รัก
อายุระหว่าง 14-16 ปี เด็กชายจะเริ่มสนใจผู้หญิง บางคนเริ่มจับคู่กัน วัยรุ่นชายและหญิงต้องการการตอบสนองทางเพศแตกต่างกัน


การคบกันแบบคู่ควงหรือคู่รัก

1. วัยรุ่นหญิงต้องการเพียง " ความรัก " ความรู้สึกอบอุ่นใจ มีคนปกป้อง ห่วงใย ต้องการความโรแมนติกเท่านั้น
2. วัยรุ่นชายเริ่มต้องการ " ความใคร่ " ฝ่ายหญิงอาจเพลี่ยงพล้ำ ถ้าปล่อยตัว ปล่อยใจให้เคลิบเคลิ้มไปกับ อารมณ์โรแมนติกโดยไม่รู้ตัว
ผลของการเผลอใจ การเผลอใจอาจทำให้วัยรุ่นตั้งครรภ์ก่อนถึงเวลาอันควร ซึ่งตัววัยรุ่นเอง ครอบครัว และสังคมยอมรับไม่ได้

วัยรุ่นควรลองถามตัวเองดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าตั้งครรภ์ในขณะที่เรียน

1. พ่อแม่จะว่าอย่างไร
2. การเรียนที่โรงเรียนจะเป็นอย่างไร
3. เพื่อนบ้านเขาจะพูดว่าอย่างไร
4. พ่อของลูกจะรับผิดชอบหรือไม่
5. จะเลี้ยงลูกอย่างไร
6. จะผิดศีลธรรมและเป็นตราบาปหรือไม่
ครอบครัวเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็ก


ผู้ใหญ่ในครอบครัวเป็นบุคคลสำคัญที่สุดที่จะช่วยชี้นำอบรมให้ลูกวัยรุ่นคบเพื่อนต่างเพศได้อย่างปลอดภัย เนื่องจากวัยรุ่นยังไม่บรรลุวุฒิภาวะทางอารมณ์เท่าที่ควร ผู้ใหญ่ต้องเข้าใจธรรมชาติของเด็ก

1. ให้ความไว้วางใจในตัวเขา
2. ให้โอกาสเขาพูดเมื่อต้องการปรึกษา
3. พยายามสังเกตท่าทีอยู่ห่างๆ
4. ต้องสร้างครอบครัวให้อบอุ่น ให้รู้สึกว่าบ้านน่าอยู่ ไม่ให้เกิดการผลักดันให้เด็กออกไปหา " ความอบอุ่นนอกบ้าน" ท่านก็จะได้ลูกที่เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต

ขนมขบเคี้ยว...น่าขบคิด


เมื่อเอ่ยคำว่า ขนมขบเคี้ยว เราจะนึกถึงขนมกรอบๆ หรือขนมกินเล่นที่นิยมกินกัน และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเด็กทุกคนชอบกินขนม เวลาไปเรียนหนังสือเด็กต้องมีค่าขนมไปโรงเรียน ในวันหยุดอยู่บ้านนั่งดูโทรทัศน์ หรือเล่นเกม ก็มักมีขนมให้ขบเคี้ยวอยู่เสมอ

ปัจจุบัน สื่อโฆษณาในโทรทัศน์มีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อขนมของเด็กมาก ทั้งรูปแบบของขนมและของแถมที่ล่อตาล่อใจเด็กๆ พ่อแม่หรือผู้ปกครองหลายท่านทนลูกรบเร้าไม่ไหว จึงยอมให้เด็กซื้อกินได้

ขนมขบเคี้ยวเป็นขนมที่สะดวกซื้อ มีขายทั่วไป ขนมขบเคี้ยวเหล่านี้ พอจะจำแนกตามส่วนประกอบออกเป็น 4 กลุ่ม คือ

1. กลุ่มข้าว แป้ง เช่น ขนมอบกรอบชนิดแผ่นหรือสอดไส้มีทั้งรสหวานและเค็ม ข้าวเกรียบ
2. กลุ่มข้าว แป้ง และไขมัน เช่น มันฝรั่งทอดกรอบ ข้าวโพดอบกรอบ
3. กลุ่มที่มีแหล่งโปรตีน เช่น ปลาเส้น ปลาอบกรอบ
4. กลุ่มที่เป็นแหล่งโปรตีนและไขมัน เช่น ถั่วอบกรอบ ถั่วทอด
ขนมเหล่านี้จัดเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง แต่ให้คุณค่าทางโภชนาการค่อนข้างน้อยเพราะอุดมไปด้วยแป้ง น้ำตาลและไขมัน แต่พลังงานพวกนี้ปกติเราได้รับเพียงพออยู่แล้วในอาหารปกติ ถ้าเด็กกินเข้าไปมากอาจทำให้ได้รับพลังงานเกินในร่างกาย สุดท้ายก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา เช่น โรคอ้วน โรคฟันผุ


นอกจากนี้ควรตระหนักถึงสารปรุงแต่งรสชาติ เช่น ผงชูรส หรือ เกลือโซเดียม ขนมชนิดเดียวกันแต่ต่างรสกันอาจมีปริมาณโซเดียมที่แตกต่างกัน ขนมบางชนิดอาจเค็มจัดจนผู้กินรู้สึกได้ แต่มีอีกหลายชนิดที่มีเกลือแอบแฝงแล้วปนกับรสชาติอื่น ทำให้ผู้กินไม่รับรู้รสเค็ม หากกินในปริมาณมากจะสังเกตได้จากการมีอาการกระหายน้ำมาก เนื่องจากสมองส่วนที่เกี่ยวกับความกระหายจะถูกกระตุ้นให้มีการดื่มน้ำในปริมาณเพิ่มขึ้น เพื่อให้สัดส่วนของโซเดียมต่อน้ำในร่างกายคงที่

ในแต่ละวันควรได้รับปริมาณโซเดียมที่แนะนำให้บริโภคคือ 2,400 มิลลิกรัม โดยเกลือ 1 ช้อนชา หรือ 5 กรัม จะมีโซเดียม 2,000 มิลลิกรัม ในอาหารปกติที่รับประทานแต่ละชนิดส่วนใหญ่มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว หากเด็กกินขนมที่มีรสเค็มมาก อาจทำให้ได้รับปริมาณโซเดียมเกินซึ่งจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของเด็กได้ในอนาคต

ดังนั้นการเลือกขนมขบเคี้ยวชนิดต่าง ๆ เราควรคำนึงถึงปริมาณและคุณภาพของขนมที่จะกินก่อนทุกครั้ง โดยพิจารณาจากฉลากโภชนาการที่ระบุไว้เพื่อประเมินส่วนประกอบของขนมก่อนเลือกซื้อเป็นสำคัญ

แต่อย่างไรก็ตาม พ่อแม่หรือผู้ปกครองไม่สามารถอยู่กับเด็กได้ตลอดเวลา เราควรค่อยๆ สอนให้เขารู้จักการอ่าน และวิเคราะห์ฉลากอย่างง่ายๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานให้เขาได้รู้จักเลือกบริโภคอาหารอย่างอื่นๆ ได้ และสิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้คือเราควรเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะเด็ก ๆ จะสังเกตได้จากพฤติกรรมการเลือกกินอาหารจากบุคคลใกล้ชิด นอกจากนี้ควรกินอาหารให้เป็นเวลา ครบทุกหมวดหมู่ บริโภคผักและผลไม้ทุกวัน ซึ่งมีประโยชน์และคุณค่ามากกว่าขนมขบเคี้ยวที่กินกัน เนื่องจากการศึกษาในไทยที่ผ่านมาพบว่าเด็กบริโภคผักและผลไม้น้อยมาก

เพียงเท่านี้ลูกหลานของเราก็มีสุขภาพที่ดีได้ ปรึกษาข้อมูลด้านโภชนาการเพิ่มเติมได้ จากนักโภชนาการตามโรงพยาบาลต่างๆ

ประโยชน์ของการอ่านหนังสือ


1) ทำให้มีความรู้ในวิชาการด้านต่าง ๆ
อาจเป็นความรู้ทั่วไป หรือความรู้เฉพาะด้านก็ได้ เช่น การอ่านตำราแขนงต่าง ๆ หนังสือคู่มือ หนังสืออ่านประกอบในแขนงวิชาต่าง ๆ เป็นต้น


2) ทำให้รอบรู้ทันโลก ทันเหตุการณ์
การอ่านหนังสือพิมพ์การอ่านจากสื่อสารสนเทศต่าง ๆ ในสังคมทั้งภายในและภายนอกประเทศแล้ว ยังจะได้ทราบข่าวกีฬา ข่าวบันเทิง บทความวิจารณ์ ตลอดจนการโฆษณาสินค้าต่าง ๆ อีกด้วย ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปรับความเป็นอยู่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพสังคมของตนในขณะนั้น ๆ


3) ทำให้ค้นหาคำตอบที่ต้องการได้
การอ่านหนังสือจะช่วยตอบคำถามที่เราข้องใจ สงสัย ต้องการรู้ได้ เช่น อ่านพจนานุกรมเพื่อหาความหมายของคำ อ่านหนังสือกฎหมายเมื่อต้องการรู้ข้อปฏิบัติ อ่านหนังสือคู่มือแนะวิธีเรียนเพื่อต้องการประสบความสำเร็จในการเรียน เป็นต้น


4) ทำให้เกิดความเพลิดเพลิน
การอ่านหนังสือที่มีเนื้อหาดี น่าอ่าน น่าสนใจ ย่อมทำให้ผู้อ่านมีความสุข ความเพลิดเพลิน เกิดอารมณ์คล้อยตามอารมณ์ของเรื่องนั้น ๆ ผ่อนคลายความตึงเครียด ได้ข้อคิด และยังเป็นการยกระดับจิตใจผู้อ่านให้สูงขึ้นได้อีกด้วย


5) ทำให้เกิดทักษะและพัฒนาการในการอ่าน
ผู้ที่อ่านหนังสือสม่ำเสมอย่อมเกิดความชำนาญในการอ่าน สามารถอ่านได้เร็ว เข้าใจเรื่องราวที่อ่านได้ง่าย จับใจความได้ถูกต้อง เข้าใจประเด็นสำคัญของเรื่อง และสามารถประเมินคุณค่าเรื่องที่อ่านได้อย่างสมเหตุสมผล


6) ทำให้ชีวิตมีพัฒนาการเป็นชีวิตที่สมบูรณ์
ผู้อ่านมากย่อมรู้เรื่องราวต่าง ๆ มาก เกิดความรู้ความคิดที่หลากหลายกว้างไกล สามารถนำมาเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติตนให้ชีวิตมีคุณค่า และมีระเบียบแบบแผนที่ดียิ่งขึ้น


7) ทำให้เป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ดีและเสริมสร้างบุคลิกภาพ
ผ่านมากย่อมรอบรู้มาก มีข้อมูลต่างๆ สั่งสมไว้มาก เมื่อสนทนากับผู้อื่นย่อมมีความมั่นใจไม่ขัดเขินเพราะมีภูมิรู้ สามารถถ่ายทอดความรู้ให้คำแนะนำแก่ผู้อื่นในทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์ได้ ผู้รอบรู้จึงมักได้รับการยอมรับและเป็นที่เชื่อถือจากผู้อื่น

คุณประโยชน์ของการดื่มน้ำ

ดื่มน้ำสิดี มีประโยชน์” เป็นสิ่งที่เรารู้กันดีอยู่แล้ว แต่อาจจะรู้มากรู้น้อยต่างกันไป ความจริงแล้ว “น้ำ” เป็นเครื่องดื่มง่าย ๆ
ที่ให้ประโยชน์สารพัด ตั้งแต่เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยเพิ่มความสดชื่น เป็นยาแก้สารพัดโรค ไปจนถึงเป็นเครื่องดื่มที่ใช้ดื่มในยามที่
ไม่รู้จะดื่มอะไรดี

คุณประโยชน์ของน้ำนี่อาจต้องใช้เวลาทั้งวันสาธยาย ก็อาจจะยังพูดไม่จบ เพราะน้ำเป็นเครื่องดื่มที่มีสรรพคุณที่คาดไม่หมด
แต่ก็สามารถแบ่งได้เป็น 5 คุณประโยชน์หลัก ที่พอจะบอกกล่าวได้ว่าน้ำนั้นมีดีอะไรบ้าง

1. น้ำ...ยาดีที่อยู่ใกล้ตัว

บางคนอาจจะไม่อยากจะเชื่อเลยว่า น้ำช่วยรักษาโรคได้ แน่นอนว่าอาจจะไม่ได้ทำให้หายเจ็บปวดในทันที แต่อาการเจ็บป่วย
บางอย่างสามารถรักษาให้หายได้ด้วยการดื่มน้ำนะ ไม่ว่าจะเป็น ปวดศีรษะ ปัญหาระบบย่อยอาหาร ความดันโลหิตต่ำ ไมเกรน
และที่แน่ ๆ น้ำช่วยรักษาปัญหาผิวหนังได้อย่างแน่นอน เพราะน้ำจะไปช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิว แล้วอย่างนี้จะไม่เรียกน้ำ
รักษาโรคแล้วจะเรียกว่าอะไรได้อีก แต่อาการต่าง ๆ เหล่านี้จะบรรเทาเบาบางไปได้ ก็ต้องดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 1 – 2 ลิตรนะ

2. น้ำลดปวดศีรษะ

น้ำนอกจากจะช่วยลดความร้อนในร่างกาย และเพิ่มความสดชื่นแล้ว น้ำยังมีประโยชน์ต่อคนที่ปวดศีรษะเป็นประจำ หรือคนที่เป็น
โรคไมเกรนได้ดีอีกด้วย หากได้ดื่มน้ำเป็นประจำ ก็จะช่วยให้อาการปวดไมเกรนลดลงได้บ้าง เพราะผลการวิจัยบอกว่าในรายที่
ป่วยเป็นโรคไมเกรน หากร่างกายขาดน้ำก็จะยิ่งปวดไมเกรนมากขึ้น จึงควรดื่มน้ำเพื่อช่วยลดอาการดังกล่าว

3. สมาธิเกิดได้ด้วยน้ำ

เชื่อหรือไม่ว่า น้ำซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักในร่างกายของคนเราจะช่วยเพิ่มความสดชื่น
กับร่างกายแล้ว น้ำยังช่วยทำให้จิตใจของเราผ่อนคลาย ลดความเครียด และเกิดสมาธิ
นอกจากจะเกิดประโยชน์กับคนในวัยทำงานเท่านั้น แต่คนที่อยู่ในวัยเรียน ก็จำเป็นต้องมี
สมาธิ จึงไม่ควรพลาดที่จะดื่มน้ำ เพื่อปรับสมดุลให้กับทั้งร่างกายและจิตใจ

4.น้ำช่วยย่อยอาหาร

หลายคนอาจจะเคยได้ยินว่าการดื่มน้ำหนึ่งแก้วในตอนเช้าจะช่วยให้ระบบการย่อยอาหาร
ของเราทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น น้ำยังช่วยให้รู้สึกสบายกระเพาะด้วย เพราะน้ำจะ
ช่วยให้ระบบการย่อยอาหารของเราทำหน้าที่ได้ดี อีกทั้งยังช่วยป้องกันการเกิดโรคกรด
ไหลย้อนกลับ ที่หลาย ๆ คนมักจะเป็น หรือกลัวที่จะเป็น น้ำจะช่วยป้องกันไม่ได้เกิด
อาการเหล่านั้นได้

5. ผิวใสสุขภาพดี

ทุกคนต่างก็รู้ถึงคุณประโยชน์ของน้ำในแง่ที่ช่วยให้ผิวพรรณดีกันอยู่แล้ว และยังเชื่อกันว่า หากผิวที่สดใสของเราได้รับน้ำเป็นประจำอย่างต่อเนื่องและเพียงพอก็จะช่วยให้สดใสยิ่งขึ้น น้ำยังจะช่วยให้เลือดไหลเวียนดี หน้าตาสดใสบ่งบอกถึงความเป็นคนที่มีสุขภาพดี น้ำนั้นมีคุณประโยชน์ต่อผิวหนังของเรา เพราะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับผิวหนัง และยังช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายด้วย

วันอังคารที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2553

10 วิธีคลายเครียด


1. ออกกำลังกาย -- ใครๆก็พูดได้ว่าออกกำลังกายซิ แต่น้อยคนนักที่จะทำให้เป็นกิจวัตร ได้ เนื่องจากไม่มีเวลา ไม่สะดวกเรื่องการเดินทาง ตื่นเช้าไม่ไหว อุปกรณ์แพง ฯลฯ ความจริงแล้วคุณควรจะหาเวลาของแต่ละวันอย่างน้อย 30 นาที ในการออกกำลังกาย โดยเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมกับคุณที่สุด ถ้าคุณไม่ต้องการสิ้นเปลืองกับค่าอุปกรณ์ คุณก็น่าจะเลือกการวิ่งหรือเดิน หากเป็นสูงอายุหรือเป็นผู้ที่ไม่ต้องการการกระแทก ว่ายน้ำ,โยคะ, ไทชิ ,หรือ พาลาทีส์ ก็อินเทรนน์ ไม่เลวนะคะ หากอยากมีแรงจูงใจในการออกกำลังกาย ขอแนะนำกีฬาที่เล่นเป็นหมู่คณะอันได้แก่ แบตมินตัน กอลฟ์ ฟุตบอล หรือ เทนนิสที่กำลังฮิตอยู่ในขณะนี้ กีฬาจะทำให้เราได้ระบายออกซึ่งแรงขับของจิตใจในด้านต่างๆ เช่น ความคับข้องใจ ความโกรธ ความเสียใจ ไม่พอใจ แถมยังได้สารสื่อความสุขหรือสารเอนโดฟินกลับมาด้วยแล้วคุณก็จะรู้สึกสดชื่นและหลับสบายอีกด้วยค่ะ

2. พูดระบายความเครียด -- พูดค่ะ ระบายความเครียดออกมาเลย แต่ต้องเลือกบุคคลที่คุณคิดว่า ปลอดภัย หวังดี ไม่มีพิษภัยกับตัวคุณ และควรมีความอดทนสูงในการฟัง หรือถ้าหาไม่ได้ก็นี่เลยค่ะ สัตว์เลี้ยงต่างๆไม่ว่าจะเป็น หมา แมว ปลาทอง จิ้งจก แมลงต่างๆก็ได้ ระบายให้มันฟัง (แต่อย่าลืมปิดประตูลงกลอนด้วย มิเช่นนั้น คนอื่นมาพบเข้าจะหาว่าคุณบ้าพูดคนเดียว) เพราะเวลาที่เราได้ระบายออก เท่ากับเราได้ทบทวนตัวเองไปด้วย นอกจากนี้ยังมีบริการให้คำปรึกษาแนะนำทางโทรศัพท์จากหน่วยงานต่างๆ ให้บริการด้วยค่ะ

3. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ -- การนอนหลับพักผ่อนช่วยให้คุณสดชื่นขึ้นได้มาก เหมือนได้ชาร์จแบตเตอรี่ในร่างกายใหม่ แต่ควรเตรียมความพร้อมในการนอนหน่อยนะค่ะ โดยเลือกสถานที่และเครื่องนอนสะอาด อากาศถ่ายเทสะดวก อุณหภูมิพอเหมาะ มีเสียงหรือแสงที่รบกวนคุณไม่มากนัก โดยกำหนดจิตใจก่อนนอนว่า ให้เราสดชื่น ผ่อนคลาย เอาเรื่องเครียดปัญหาต่างๆ วางไว้นอกตัว ไม่เอามาคิดตอนนอน แล้วหลับโลดค่ะ

ี4. อาหารคลายเครียด -- กลับมาเรื่องอาหารกันซักนิด อย่างที่เคยบอกไปแล้วนะคะว่าอาหารสามารถลดความเครียดของคุณได้ด้วย วันนี้จะมาย้ำอีกครั้งนะคะ อาหารที่ช่วยคลายเครียดให้คุณได้อย่างดี ได้แก่ 1.- ทริปโตฟาน (1-2 กรัม ก่อนนอน) พบได้ใน ไข่ ถั่วเหลือง นมวัว เนื้อสัตว์2.- วิตามินบี 6 (40 มิลลิกรัมต่อวัน) พบในธัญพืชต่างๆ ยีสต์ รำข้าว เครื่องใน เนื้อ ถั่ว ผัก 3.- วิตามินบี 3 (1,000 มิลลิกรัมต่อวัน) พบใน ตับ เครื่องใน เนื้อ เป็ด ไก่ ปลา ถั่ว ยีสต์ 3.- สารอาหารอื่นๆ เช่น แคลเซียม กระเทียม ดอกไม้จีน

5. พักผ่อนท่องเที่ยว -- ข้อนี้ขอ Confirm ว่าจริงค่ะ เพราะคนเราก็เหมือนเครื่องยนต์ ต้องการช่วงพักไปทำการ reboot ใหม่ การที่ได้ไปท่องเที่ยวเห็นบรรยากาศทิวทัศน์สวยงามแปลกหูแปลกตา ไปเจอผู้คน ก็ช่วยกระตุ้นมุมมองชีวิตใหม่ๆ ฝรั่งเขาถึงมีช่วงพักร้อนยาว และให้ความสำคัญอย่างมาก วางแผนล่วงหน้ายาวทีเดียว เมื่อถึงเวลาก็ไปพักผ่อนทันที เมื่อกลับมาจากการท่องเที่ยวแล้ว คุณก็จะกลับมาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพค่ะ

6. ดนตรีคลายเครียด -- หลายคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับการรักษาโรคด้วยดนตรีหรือดนตรีบำบัดมาแล้วนะคะ ทั้งนี้ก็เพราะดนตรีช่วยทำให้คุณอารมณ์เยือกเย็นลง ผ่อนคลาย ใจสงบ ดนตรีบำบัดมีทั้งเพลงบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีชนิดเดียวหรือหลายชนิด เพลงที่มีเสียงคลื่นทะเล เสียงนก เสียงน้ำไหล ฯลฯ หากคุณได้ปิดไฟ จุดเทียน และฟังเพลงเบาๆ หลังจากนั้นก็หลับไปแล้วละก็ ตื่นขึ้นมาน่าจะสดใสหายเครียดได้เยอะเลยล่ะค่ะ 7. กลิ่นบำบัดอโรมาเทอราปี -- วิธีต้องแนะนำไว้ด้วย เดี๋ยวout ค่ะ กลิ่นเป็นอีกสิ่งหนึ่งของการรับรู้ทางสัมผัสที่สื่อถึงอารมณ์และความรู้สึกได้ดี คุณอาจลองจุดธูปหอมกลิ่นที่สดชื่น หรือหยดน้ำมันหอมระเหย ในขณะนอนหรือทำงานเพื่อผ่อนคลายไปด้วย หรือจะแช่น้ำอุ่นๆ ก็ไม่เลวคะ กลิ่นที่เหมาะสมแล้วแต่ชอบและรู้สึกผ่อนคลาย โดยเลือกจากการดมว่ากลิ่นไหนทำให้รู้สึกดี ให้พลัง หรือช่วยผ่อนคลาย กลิ่นที่น่าสนใจ เช่น กลิ่นไม้จันทน์หอม กลิ่นกำยาน สำหรับผ่อนคลาย กลิ่นการบูน กลิ่นส้ม กลิ่นมะนาว สำหรับสร้างความสดชื่น

8. ฝึกหายใจคลายเครียด -- การหายใจช่วยนำอากาศบริสุทธิ์ เข้าสู่ปอด แล้วเดินทางสู่สมองไปตลอดทั่วร่างกาย ลองหายใจโดยการหายใจเข้าลึกๆ ช้าๆ สังเกตว่ากระบังลมขยายออก ท้องป่องออก จากนั้นค่อยๆ หายใจออกช้าๆ ไล่ลมให้ออกมากที่สุด ตอนนี้กระบังลมคุณจะหดสั้นลง ท้องจะแฟบ ถ้าช่วงแรกไม่ถนัดก็เอามือแตะท้องเพื่อปรับและเข้าใจสภาพป่องแฟบของท้องจากการหายใจก่อนแล้วฝึกไปเรื่อยๆ

9. ฝึกการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ -- โดยนำเอาหลักการฝึกหายใจมาประยุกต์ใช้ร่วมด้วย เริ่มด้วยการนั่งหรือนอนในท่าสบายๆ จากนั้นค่อยๆ เกร็งกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ขึ้นมาโดยอาจไล่จากปลายเท้า ข้อเท้า น่อง ต้นขา ลำตัว แขน มือ นิ้ว ไหล่ คอ ศีรษะ และใบหน้า เกร็งไว้สักอึดใจหนึ่ง จากนั้นค่อยๆ ผ่อนคลายย้อนกลับไปโดยเริ่มจากใบหน้า จนถึงปลายเท้า คุณสามารถใช้การฝึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อในยามที่รู้สึกตึงเครียด อึดอัด ไม่สบายใจ หรือแม้แต่ยามที่คุณต้องการให้สมาธิกลับคืน

10.คลายเครียดด้วยการนวด -- ปัจจุบันมีคนสนใจการนวดอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น นวดแผนไทย นวดเท้า นวดน้ำมัน นวดรักษาโรคเฉพาะที่ ทำให้มีสถาน บริการเกี่ยวกับการนวดหรือ Spa เกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด การนวดเป็นการผ่อนคายกล้ามเนื้อและทำให้เลือดลมสูบฉีด ทำให้ผู้ที่ถูกนวดรู้สึกผ่อนคลายและสบายมากยิ่งขึ้น การนวดน้ำมันยังทำให้มีผิวพรรณที่ดีอีกด้วย ทางออกของความเครียดยังมีอีกมากมายค่ะ แต่10วิธีที่แนะนำนี้เป็นวิธีที่ทำได้ง่าย ปลอดภัยด้วยวิธีธรรมชาติค่ะ ความเครียดเป็นสิ่งที่ห้ามกันไม่ได้ สิ่งที่คุณทำได้คือ มีสติ หากรู้ว่าตัวเองเริ่มเครียดแล้วก็ต้องหยุดแล้วลองใช้10วิธีที่แนะนำมาใช้นะคะ

จากเพื่อนถึงเพื่อน










ถ้าพูดถึงคำว่า "เพื่อน" แล้ว คุณคิดว่า คำนี้ มีความสำคัญต่อคุณมากแค่ไหน ? แล้วคำนิยามหล่ะ คุณให้คำจำกัดความว่าอย่างไร กับคำๆนี้ สำหรับหลายๆคน "เพื่อน" เปรียบเสมือนคนรู้ใจ คนสนิท คนที่เราสามารถพูดได้เวลามีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน เรื่องความรัก หรือปัญหาอื่นๆ นอกเหนือจากพ่อแม่แล้ว "เพื่อน " ก็คือคนที่ใกล้ชิดเรามากที่สุด อีกคนหนึ่งนั่นเอง ความเป็นเพื่อนไม่จำเป็นต้องเลิศหรู เพียงแต่ คุณลองทำตามเคล็ดลับ ที่เรานำมาฝากกันนี้ มันก็จะทำให้คุณสามารถมีเพื่อนที่รู้ใจ แถมยังทำให้ตัวคุณก็สามารถ เป็นเพื่อนที่ดีของคนอื่นได้อีกด้วย





1. คอยเป็นกำลังใจ เมื่อใดก็ตามที่เพื่อนของคุณอยู่ในสภาวะที่ไม่ค่อยปกตินัก เช่น เสียใจ หรือ กำลังร้องไห้ คนที่เขาอยากให้มาอยู่ใกล้ๆนั่นก็คือ คนที่สามารถทำให้เขาสบายใจ บางทีคุณอาจไม่จำเป็นต้องพูดอะไรเลย มันก็สามารถทำให้เขารู้ว่าคุณก็เป็นห่วงเขาเหมือนกัน เพียงแต่คุณนั่งลง และบอกกับเขาว่า "ฉันจะอยู่ข้างๆเธอ" เพียงเท่านี้ เขาก็จะมีพลังที่จะจัดการกับอุปสรรคต่างๆได้





2. ยินดีในความสำเร็จ เมื่อใดก็ตามที่เพื่อนของคุณ ประสบความสำเร็จ คำพูดที่เขาอยากได้ยินจากคุณก็คือ "ดีใจด้วยนะ" เพียงประโยคเดียวเท่านี้ ก็สามารถต่อสายสัมพันธ์ ได้อีกยาวไกลเลย เพราะไม่ว่าใคร รวมถึง ตัวคุณเองก็ย่อมอยากได้กำลังใจจากคนรอบข้าง ใช่ไหมหล่ะ





3. อย่าถากถาง หรือ ซ้ำเติม ในทางตรงกันข้าม ยามใดก็ตามที่เพื่อนของคุณก้าวพลาดไป อย่างแรกที่เขาต้องการนั่นคือกำลังใจ และคำปลอบโยน จากคุณเหมือนกัน เพื่อให้เขายังรู้สึกว่า มีใครบางคนที่เป็นห่วงเขาเหมือนกันนะ และยังพร้อมที่จะให้โอกาส เสมอ อย่างน้อยแค่ประโยคเดียว เพียงบอกเค้าว่า "เริ่มต้นใหม่ได้หน่ะ เพื่อน"





4. มอบความจริงใจ เมื่อใดก็ตามที่คุณคบกับใครอยู่ คุณก็ต้องการได้ความจริงใจจากเขาใช่ไหม เมื่อใดก็ตามที่คุณอยากได้สิ่งใดจากผู้อื่น คุณต้องรู้จักการให้ในสิ่งนั้นก่อน ถ้าคิดอยากจะเป็นฝ่ายรับอย่างเดียว เห็นทีจะไม่ไหว ต้องรู้จักป็นทั้งผู้ให้ และผู้รับต่างหาก





5. มีน้ำใจ เมื่อใดก็ตามที่เพื่อนของคุณต้องการความช่วยเหลือ สิ่งใดช่วยได้ ขอจงอย่าช้า รีบช่วยเหลือตามกำลัง และความสามารถที่คุณจะสามารช่วยเหลือเขาได้ แต่ต้องมาจากความจริงใจเป็นที่ตั้ง เพื่อให้เขารู้สึกว่าคุณคือเพื่อนแท้ของเขาในเวลาที่เขาไม่มีใคร
6. รู้จักให้อภัย เมื่อใดก็ตามที่ความผิดเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคุณหรือ เพื่อนของคุณก็ตาม อย่างแรกที่ คุณควรจะรู้จัก คือคำว่า "ขอโทษ" เพราะ สำหรับเพื่อนแล้ว คำขอโทษ เพียงคำเดียวก็สามารถต่อสายสัมพันธ์อันลึกซึ้ง ระหว่างคุณกับเพื่อนของคุณได้อย่างลงตัวที่สุดเลย





7. อย่าคิดว่าคุณไม่มีค่า เมื่อใดก็ตามที่คุณ หรือเพื่อนของคุณมีความรู้สึกเช่นนี้ นั่นคือคุณไม่ยอมเปิดกว้างสำหรับมิตรภาพ ซึ่งจะทำให้คุณมองโลกในแง่ร้าย คุณควรจะเปิดตัวเอง ออกมารับรู้และยอมรับ คำว่าเพื่อนไม่มีใครดีหรือเลว เพียงแต่คุณต้องรู้จักการปรับตัว เข้าหาทั้งด้านดี และด้านเลวของคนนั้น ถูกบ้างผิดบ้าง ยังไง ก็ "เพื่อน"กันน่า...นะ
ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น เป็นเพียงหลักการเบื้องต้น ที่จะทำให้คุณมีเพื่อนและสามารถเป็นเพื่อนที่ดีกับผู้อื่นได้ด้วย และเมื่อใดก็ตามที่คุณสามารถช่วยเหลือเขาได้ บางทีค่าตอบแทน อาจจะไม่ใช่ แก้ว แหวน เงิน ทอง แต่คุณจะได้สิ่งที่ล้ำค่ากว่าสิ่งเหล่านั้น นั่นก็คือ คำว่า





"เพื่อน" ไง