วันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2553




คำสอนพระเยซูในชีวิตประจำวัน
การรักเพื่อนมนุษย์
พระเยซูเจ้ามิได้สอนให้มนุษย์ต้องรักพระเป็นเจ้าเท่านั้น แต่ยังสอนให้มนุษย์รู้จักรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตัวเองด้วย เพราะมนุษย์ทุกคนเป็นบุตรของพระบิดาเจ้า และมนุษย์ทุกคนต่างก็เป็นพี่น้องกัน ยิ่งกว่ามนุษย์ถูกสร้างมาในฉายาลักษณ์ของพระเป็นเจ้า มนุษย์จึงมีพระเป็นเจ้าอยู่ในตัวเขา ผู้ที่รักเพื่อนมนุษย์ก็ได้ชื่อว่ารักพระเป็นเจ้าด้วย
ด้วยเหตุนี่พระเยซูเจ้าจึงได้บอกให้เพื่อนมนุษย์จงรักกันและกันเหมือนรักตัวเอง หรือจงรักกันและกันเหมือนกับที่พระองค์ทรงรักเรา ดังที่ได้กล่าวไว้ในพระวรสาร หลายตอนด้วยกันเช่น…
" จงรักเพื่อนมนุษย์ เหมือนรักตัวเอง " ( มธ.22:34-40 )
หรือที่พระเยซูเจ้าได้ตรัสไว้ว่า…
" นี่คือ…บัญญัติของเรา คือให้ท่านทั้งหลายรักกัน เหมือนดังที่เรารักท่าน " ( ยน.15:12 )
นอกจากนี้พระเยซูเจ้ายังได้ย้ำเตือนเราให้รู้จักรักกันและกัน เพราะความรักมีกำเนิดมาจากพระเป็นเจ้า ผู้ใดไม่มีความรักในใจของตัวเอง ผู้นั้นก็ไม่รู้จักพระเป็นเจ้า ดังที่ได้มีการบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ว่า…
" ท่านพี่น้องที่รักเราจงรักกันและกันเพราะความรักมาจากพระบิดาเจ้าผู้ใดรักก็ถือกำเนิดจากพระเป็นเจ้า และรู้จักพระองค์ผู้ใดไม่รัก ก็ไม่รู้จักพระเป็นเจ้าเพราะพระเป็นเจ้าเป็นองค์แห่งความรัก " ( 1ยน.4:7-
16




เมตตากรุณา และการให้อภัย

นอกจากท่านจะต้องรักมนุษย์แล้ว ท่านต้องเมตตาปราณีต่อคนอื่น ไม่กล่าวร้ายต่อคนอื่น และต้องรู้จักยกโทษให้ผู้อื่นเมื่อเขาทำผิดต่อท่าน หรือไม่ดีต่อท่านด้วย ดังที่พระเยซูเจ้าได้แนะนำไว้ว่า…
" จงเป็นผู้ที่เมตตาดังที่พระบิดาของท่าน ทรงเมตตากรุณาต่อท่านอย่าตัดสินเขา แล้วท่านจะไม่ถูกตัดสินอย่ากล่าวโทษเขา แล้วท่านจะได้รับการยกโทษจงให้แล้วพระเป็นเจ้าจะประทานให้ท่าน " ( ลก.6:32 - 35 )
โดยเฉพาะเมื่อมีใครทำผิดต่อท่าน และมาขอโทษท่าน ท่านก็ควรจะยกโทษให้เขา ดังที่พระเยซูเจ้าสอนไว้ว่า
" ถ้าพี่น้องของท่านทำผิด
ท่านจงตักเตือนเขา
และถ้าเขาเป็นทุกข์เสียใจ
ก็จงยกโทษให้เขา
และถ้าเขา ทำผิดต่อท่านวันละเจ็ดครั้ง และพูดว่า "เสียใจ"
ท่านจงยกโทษให้เขาเถิด " ( ลก.17:1-6 )
และไม่เพียงแต่เจ็ดครั้งเท่านั้น ถ้าเขาทำผิดมากกว่านั้น ท่านก็จะต้องยกโทษให้เขาทุกครั้ง เหมือนกับที่นักบุญเปโตรทูลถามพระเยซูเจ้าว่า....
" ถ้าพี่น้องของข้าพเจ้า ทำผิดต่อข้าพเจ้า จะต้องยกโทษให้เขากี่ครั้ง ถึงเจ็ดครั้งหรือไม่? "
และพระเยซูเจ้า ได้ตอบนักบุญเปโตรว่า…
" เราไม่ได้บอกว่ายกโทษให้เขาเจ็ดครั้ง แต่ให้ยกโทษให้เขาเจ็ดครั้ง เจ็ดสิบหน " ( มธ.18:21 - 35)




ไม่โกรธ และพยาบาทกัน
พระเยซูเจ้าไม่เพียงแต่สอนให้มนุษย์รู้จักรักกันและกัน เหมือนเป็นพี่เป็นน้องกันเท่านั้น แต่พระองค์ยังสอนไม่ให้มนุษย์โกรธกัน หรือเกลียดกัน รวมทั้งการไม่ผูกพยาบาท หรือแก้แค้นกัน ดังที่พระองค์สอนไว้ว่า…
" อย่าเกลียดชังพี่น้องของท่านอยู่ในใจแต่จงตักเตือนเพื่อนบ้านของท่านอย่างเปิดเผยเพื่อเจ้าจะไม่ต้องรับโทษเพราะเขาเจ้าอย่าได้แก้แค้น หรือผูกพยาบาท ลูกหลาน ญาติพี่น้องของเจ้าแต่จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง" ( ลนต.19:1-2, 17 - 18 )
พระเยซูเจ้าได้สอนให้ท่านรู้จักข่มใจตนเอง ในการไม่โต้ตอบคนที่มาทำไม่ดีต่อท่าน หรือมาทำร้ายต่อท่าน ด้วยการใช้ความรักเข้ามาช่วยแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดกับชีวิตของท่าน ดังที่พระองค์ได้สอนไว้ว่า…
" อย่าโต้ตอบคนอื่นผู้ใดตบแก้มขวาของท่านจงหัน แก้มอีกข้างหนึ่งให้ผู้ใดฟ้องท่านที่ศาล เพื่อจะได้เสื้อยาวของท่านก็จงยกเสื้อนอกแถมให้เขาด้วยและถ้าผู้ใดจะเกณฑ์ให้ท่านเดินหนึ่งหลักก็จงเดินให้เขาสองหลักเถิดผู้ใดขอจงให้และอย่าหันหลังให้ผู้ที่มาขอยืมจากท่าน " ( มธ.5:36-42 )



การแบ่งปันและช่วยเหลือผู้อื่น

พระเยซูเจ้าสอนให้เรารู้จักช่วยเหลือคนยากจน คนตกทุกข์ได้ยาก และคนไร้ที่พึ่ง ตามกำลังความสามารถของเราที่จะทำได้ ดังที่พระองค์ได้บอกไว้ว่า…
" จงแบ่งปันอาหารของเจ้ากับผู้ที่หิวและนำคนยากจนไร้ที่อยู่ เข้ามาในบ้านเมื่อเจ้าเห็นคนไม่มีเครื่องนุ่งห่มก็จงให้เสื้อผ้าคลุมกายเขาไว้และไม่เบือนหน้าหนีไปจากญาติของเจ้า " ( อสย.58:7-10 )
ยิ่งกว่านั้นพระเยซูเจ้ายังได้เตือนใจเราอีกว่า ใครที่จะรู้ว่าผู้ที่เราได้ให้ความช่วยเหลือ หรือให้ความเมตตาต่อเขานั้นเป็นใครมาจากไหน ดีไม่ดีอาจจะเป็นฑูตสวรรค์ปลอมมาเพื่ออยากรู้ความมีน้ำใจของท่านก็ได้ ดังที่พระองค์ได้กล่าวว่า…
"อย่าละเลยที่จะต้อนรับแขกแปลกหน้า บางคนต้อนรับฑูตสวรรค์โดยไม่รู้ตัว" ( ฮบ.13:1-8 )




จงรักศัตรู
พระเยซูเจ้ามิได้สอนให้เรารักคนอื่นเท่านั้น แต่พระองค์ยังสอนให้เรารักผู้ที่เป็นศัตรูของเราด้วย ดังที่ปรากฏในพระคัมภีร์ว่า…
" จงรักศัตรู และจงภาวนาให้ผู้ที่เบียดเบียนท่าน
เพื่อท่านจะได้เป็นบุตรของบิดาเจ้าสวรรค์ " ( มธ.5:43-48 )
หรือที่พระองค์กล่าวไว้ว่า…
" พวกท่านจงรักศัตรู
จงทำดีต่อผู้ที่เกลียดชังท่าน
จงอวยพรให้แก่ผู้ที่แช่งด่าท่าน
และภาวนาอธิฐานให้ผู้ที่กล่าวร้ายใส่ความท่าน" ( ลก.6:27-38 )
จงเป็นคนสุภาพอ่อนโยน
พระเยซูเจ้าสอนให้ท่านเป็นคนสุภาพ และอ่อนโยนต่อทุกคนที่ท่านพบเขา ดังที่ปรากฏในพระคัมภีร์ว่า…,
" จงทำทุกอย่าง ด้วยใจสุภาพอ่อนโยนและเจ้าจะเป็นที่รักใคร่มากกว่าคนใจบุญ " ( บสร.3:14 - 17 )
นอกจากนั้นพระเยซูเจ้ายังสอนว่า…
" ท่านอยากให้เขาทำต่อท่านอย่างไรก็จงทำต่อเขาอย่างนั้นเถิดเพราะท่านจะตวงให้เขาอย่างไรพระเจ้าก็จะตวงตอบแทนท่านอย่างนั้น " ( ลก.6:27 - 38 )



จงรู้จักให้อภัย
สิ่งที่สำคัญที่สุดที่พระเยซูเจ้าสอนให้มนุษย์ทุกคนปฏิบัติก็คือ การรู้จักให้อภัยต่อคนที่ทำผิดต่อท่าน ทั้งนี้เพื่อท่านจะได้รับการอภัยโทษ จากพระเป็นเจ้าด้วย ดังที่พระองค์สอนไว้ว่า…
" จงให้อภัย
แล้วท่านจะได้รับการอภัยโทษ" ( ลก.6:36-38 )
หรือที่พระองค์ตรัสว่า…
" ถ้าท่านยกโทษความผิดให้แก่เพื่อนมนุษย์
พระบิดาของท่านสถิตในสวรรค์
ก็จะทรงยกโทษความผิดของท่านด้วย " ( มธ.6:7-17 )
การถ่อมตน และการผ่อนหนักผ่อนเบา
พระเยซูเจ้าได้เน้นถึงความเมตตากรุณา ความถ่อมตน การรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา และการรู้จักให้อภัยต่อผู้อื่น และที่สำคัญก็คือความรักต่อผู้อื่น ซึ่งถือว่าเป็นความดีที่สมบูรณ์แล้วที่มนุษย์จะหาได้ ดังข้อความตอนหนึ่งของพระคัมภีร์ที่บอกว่า...
" ท่านจงประดับตนด้วยความกรุณา
อ่อนหวาน
ถ่อมตน
อ่อนโยน
และอดทน
จงผ่อนหนักผ่อนเบาซึ่งกันและกัน
หากมีเรื่องผิดพ้องหมองใจกัน ก็ยกโทษกันเสีย
พระเจ้าอภัยความผิดของท่านอย่างไร
ท่านจงให้อภัยแก่เขาอย่างนั้น
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าทั้งหมดก็คือ "ความรัก"
อันเป็นสายสัมพันธ์ความดีบริบูรณ์ " ( คส.3:12-17)
การรับใช้ผู้ที่ตำต้อย
พระเยซูเจ้าได้บอกว่าแม้เราจะปฏิบัติดังกล่าวกับผู้ที่ต่ำต้อยเพียงใดก็ตาม ก็เหมือนกับที่เราปฏิบัติต่อพระองค์ด้วย เราจึงไม่ควรเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใคร ยากจนหรือต่ำต้อยหรือร่ำรวย มีเกียรติหรือไม่มีเกียรติ เราก็ควรจะปฏิบัติอย่างเดียวกัน แม้คนที่ต่ำต้อย ก็เท่ากับเราได้ปฏิบัติต่อพระองค์ด้วย ดังที่พระองค์กล่าวว่า…

" เราขอยืนยันว่า
พวกท่านที่ปฏิบัติต่อพี่น้อง
แม้ที่ต่ำต้อยของเราครั้งใด
ก็เท่ากับปฏิบัติต่อเรา " ( มธ.25:31-46 )



ความซื่อสัตย์
ความซื่อสัตย์นับว่าเป็นสิ่งสำคัญของชีวิตคริสตชน ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ก็ตาม เพราะถ้าเราซื่อสัตย์ในเรื่องเล็กน้อยแล้ว เรื่องใหญ่เราก็จะซื่อสัตย์ด้วยเช่นกัน ดังที่ปรากฏในพระคัมภีร์ว่า…
" คนที่ซื่อสัตย์ในเรื่องเล็กน้อยก็จะซื่อสัตย์ในเรื่องใหญ่ด้วยคนที่ไม่ซื่อสัตย์ในเรื่องเล็กน้อยก็จะไม่ซื่อสัตย์ในเรื่องใหญ่ด้วย " ( ลก.16:9-15 )


สิ่งชั่วร้ายของชีวิต

พระเยซูเจ้าได้สอนเราว่า สิ่งที่ร้ายกาจของชีวิตเรามีอยู่สองสิ่งคือ ความโกรธอาฆาต และความเจ็บใจ ซึ่งเป็นเครื่องบั่นทอนความสุขและชีวิตของเรา และไม่มีอะไรจะแก้ไขได้ นอกจากการใช้ความรักและการอภัยช่วยเหลือ เพื่อให้เราได้รอดพ้นจากความชั่วร้ายดังกล่าว ดังที่บอกไว้ในพระคัมภีร์ว่า…
" สองสิ่งที่ร้ายกาจคือความโกรธอาฆาต และความเจ็บใจจงยกโทษให้ผู้ทำความผิดต่อท่านแล้วบาปของท่านก็จะได้รับการอภัย "

( บสร.27:30, 28:7 )



การไม่ชิงดีชิงเด่น หรืออวดตัว
สำหรับการดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้ พระองค์สอนให้มนุษย์อย่าได้ชิงดีชิงเด่นกัน หรือคิดแต่จะหาชื่อเสียงใส่ตนเอง และกล่าวใส่ร้ายผู้อื่น รวมทั้งจะต้องไม่ทำตัวเองว่าตัวเองเก่งกว่าคนอื่นๆ ตรงกันข้ามพระองค์สอนให้มนุษย์มีความถ่อมตน และยกย่องคนอื่นว่ามีความรู้ความสามารถมากกว่าตน ดังที่พระองค์ได้สอนไว้ว่า…
" จงอย่ากระทำสิ่งใด ในทางชิงดีกันหรือหาชื่อเสียงใส่ตัวแต่จงถ่อมตนและถือว่าคนอื่นดีกว่าตัวแต่ละคนอย่าเห็นผลประโยชน์ของตนฝ่ายเดียวแต่จงเห็นแก่ผลประโยชน์ของคนอื่นด้วย" ( ฟบ.2:1-11 )
พระเยซูเจ้าสอนไว้ว่าในการทำบุญ หรือทำความดี ควรจะทำด้วยใจจริง ไม่ใช่ทำด้วยการเอาหน้าหรืออยากดัง เพราะการทำบุญดังกล่าว ท่านจะไม่ได้รับอะไรเป็นการตอบแทนจากพระเป็นเจ้าเลย ไม่ว่าสิ่งที่ท่านทำนั้นจะมากมายเพียงใดก็ตาม ดังคำของพระเยซูเจ้าที่ว่า…
" จงอย่าประกอบกิจการดีของท่านต่อหน้ามนุษย์ เพื่ออวดตนมิฉะนั้นท่านจะมิได้รับบำเหน็จจากพระบิดาเจ้าผู้สถิตในสวรรค์เมื่อจะทำอย่าเป่าแตรข้างหน้าท่านเหมือนพวกหน้าซื่อใจคดเมื่อทำทานก็อย่าให้มือซ้ายของท่านรู้ว่ามือขวาของท่านทำอะไร " ( มธ.6:1-6, 16 - 18 )



ความไม่ประมาทในชีวิต
ชีวิตของมนุษย์เกิดมาแล้วก็ต้องตายไม่วันใดก็วันหนึ่ง มนุษย์จึงควรจะได้มีความสำนึกถึงความจริงข้อนี้ไว้เสมอ และขณะเดียวกันวันสิ้นพิภพก็กำลังจะใกล้เข้ามา ไม่มีใครทราบว่าวันนั้นจะมาถึงเมื่อไร วันนี้ พรุ่งนี้ อาทิตย์หน้า เดือนหน้า หรือปีหน้า
ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงไม่ควรประมาท เราควรจะได้ระมัดระวังเฝ้าชีวิตของตนเอง ให้เป็นคริสตชนที่ดีตลอดชีวิตของตน และพร้อมที่จะรับความตาย และวันสิ้นพิภพที่จะเกิดขึ้น ดังคำสอนของพระเยซูเจ้าที่ตรัสสอนไว้ว่า…
" จงระมัดระวังตัวให้ดีอย่ามัวแต่กิน และดื่มจนเมามายอย่าห่วงวิถีชีวิตนี้
มิฉะนั้น วันนั้นอาจจะมาถึงอย่างฉับพลันเหมือนอย่างบ่วงแร้วที่ดักคนไว้ทั้งโลกไว้
จงคอยเฝ้าภาวนาอยู่เสมอเพื่อท่านจะมีกำลังหนีเหตุการณ์ทั้งปวงที่เกิดขึ้น"( ลก.21:34-36 ) หรืออย่างที่พระองค์ตรัสว่า…
" จงระมัดระวังตื่นเฝ้าและอธิษฐานภาวนาเถิดเพราะท่านไม่รู้ว่าวันเวลานั้นจะมาถึงเมื่อไร" ( คร.1:3-9 )

10 ประการในการฝึกฝนตนเองให้เป็นนักพูดที่ดี


1. พูดเรื่องที่เรารู้ดีที่สุด

2. เตรียมตัวให้พร้อม ความพร้อมทำให้ไม่ประหม่า หรือถ้าเคยประหม่ามากก็จะประหม่าน้อยลง 3. สร้างความเชื่อมั่นให้กับตนเอง บอกกับตัวเองว่า “เรื่องนี้ หัวข้อนี้ สำหรับที่นี่ ฉันรู้ดีที่สุด”
แล้วพูดไปเลย

4. ถ้าทำทั้งสามข้อแล้วยังไม่หายประหม่า มีข้อแนะนำคือ

-สูดลมหายใจลึก ๆ หรือดื่มน้ำสักแก้ว

-บอกตัวเองในใจว่า “วันนี้สู้ตาย” อย่าบอกว่า “วันนี้ต้องตายแน่ ๆ”

-รวบรวมสติและกำลังใจ พูดเสียงดังตั้งแต่คำแรก หรือประโยคแรก แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น

5. แต่งกายให้สะอาด เรียบร้อย เหมาะสม

6. ปรากฏกายอย่างกระตือรือร้น ทำตนให้สดชื่น กระปรี้กระเปร่า แสดงถึงความพร้อม ความเต็มใจที่ จะพูด นอกจากจะทำให้คนฟังรู้สึกอยากฟังแล้ว ยังช่วยโน้มนำจิตใจของเราให้อยากพูด อยากแสดงออกมาอีกด้วย

7. ใช้กริยาท่าทางประกอบการพูดไปด้วย อย่ายืนนิ่ง ๆ และอย่าให้มือเกะกะวุ่นวาย ใช้ให้พอเหมาะและตรงกับเรื่องที่พุด กริยาท่าทางต้องใช้เสริมการพุด ไม่ใช่ขัดขวางหรือทำลายความสนใจในการพูด “จงพูดจากความรู้สึกที่จริงใจ แล้วท่าทาง มือไม้ของท่านจะเป็นไปเองตามธรรมชาติ”

8. พยายามสบสายตากับผู้ฟัง การสบสายตาเป็นวิธีหนึ่งที่จะดึงความสนใจของผู้ฟัง ถ้าเรามองหน้าผู้ฟัง ผู้ฟังก็จะมองเรา เวลาพูดอย่าหลบตาผู้ฟัง อย่ามองพื้น มองเพดาน มองต้นฉบับ หรือมองข้ามผู้ฟังออกไปข้างนอก เมื่อใดการสื่อสารทางสายตาขาดหายไป การสื่อสารทางจิตใจก็ขาดลง

9. ใช้น้ำเสียงให้เป็นไปตามธรรมชาติ คือ พูดให้เหมือนกับการคุยกัน อย่าดัดเสียงให้ผิดไปจากธรรมชาติ เสียงของนักพูดที่ดีมิได้หมายความว่า ต้องหวาน กังวานไพเราะเหมือนเสียงนักร้อง แต่หมายความว่าต้องเป็นเสียงที่ออกมาจากความรู้สึกที่จริงใจ เต็มไปด้วยพลัง มีชีวิตชีวา สามารถตรึงผู้พูดเอาไว้ได้ “ธรรมชาติของเสียงเราปรับปรุงไม่ได้ แต่บุคลิกภาพของเสียงสามารถปรับปรุงได้” ดังนี้

-พูดให้เสียงดังฟังชัด จังหวะการพูดอย่าให้ช้าหรือเร็วเกินไป

-จังหวะการพูดอย่าให้ช้าเกินไป จะทำให้น่าเบื่อ และอย่ารัวหรือเร็วเกินไป จะทำให้ฟังไม่ทัน พูดให้ได้จังหวะพอดี

-อย่าพูดเอ้อ – อ้า ทำให้เสียเวลา เสียรสชาติของการพูด ทำให้ผู้ฟังรำคาญ “เอ้อ..เสียเวลา อ้า…เสียคน”

-อย่าพูดเหมือนอ่านหนังสือ หรือท่องจำ

-ใส่ความกระตือรือร้นลงไปในน้ำเสียง ใส่อารมณ์ ความรู้สึก อย่าพูดราบเรียบ ขณะพูด ใช้เสียงหนัก– เบา ใช้เสียงสูง – ต่ำ มีการเว้นจังหวะการพูด การทอดเสียง การเว้นจังหวะ การรัวจังหวะการพูด การหยุดหายใจเล็กน้อยก่อนหรือหลังคำพูดที่สำคัญ ๆ

10. การพูดที่ดีต้องมีการยกตัวอย่างประกอบเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น พยายามหาเรื่องสนุกสนานมาสอดแทรก แต่อย่าให้ตลกโปกฮาเสียจนขาดเนื้อหาสาระ ให้มีลักษณะ “ฟังสนุก และ มีสาระ”

วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2553

10 เรื่องร้ายของการมีเซ็กส์ก่อนวัยอันควร



เซ็กส์สนุกหฤหรรษ์แต่ก็ทุกข์เสมอเมื่อเวลาผ่านเลย โดยเฉพาะวัยที่ยังไม่เหมาะไม่ควร ผลดีของการมีเซ็กส์ก็มากหลายเคยนิตยสารบางเล่มแยกแยะออกมาได้เกือบครึ่งร้อยประเด็น ซึ่งถ้ามองกลับกันก็ใช่จะดีตามนั้นเสมอ

พบกับเรื่องร้ายๆ 10 ข้อที่เกิดจากเซ็กส์ก่อนวัยอันควร เพื่อเป็นแนวทางคิดก่อนที่จะเผลอทำอะไรลงไปด้วยตัณหาราคะ โดยเฉพาะหญิงสาว แม้โลกจะยอมรับให้สิทธิเท่าเทียมชาย แต่ท่านมักจะเสียเปรียบเสมอ


1. ท้อง และแท้ง ยิ่งในวัยเรียนการได้รับปริญญาใจก่อนกำหนด 4 ปีการศึกษานั้น มันทำลายชีวิตมากพอตัวเชียวนะ มีน้อยคนที่จะทนอุ้มท้องไปนั่งร่วมชั้นเรียนกับเพื่อน และเชื่อเลยว่าคงไม่มีสถานศึกษาใดสนับสนุนด้วย เมื่อชีวิตของการเป็นแม่เริ่มต้นขึ้น ความพร้อมสำหรับทารกน้อยๆ ย่อมคลุกคลัก ปัญหาปากท้องและสังคมก็จะตามมาทีหลัง ส่วนใครที่ไม่เกรงต่อบาปยืนยันว่าฉันจะทำแท้งนั่นก็เท่ากับว่าทำร้ายตัวเองไปเสียแล้ว แต่ถ้ามั่นใจว่า “ฉันไม่ท้องหรอกย่ะ ป้องกันดี” จากการวิจัยระบุว่าแม้จะมีการใช้ถุงยางอนามัยก็ยังมีโอกาสพลาดได้สูงถึง 21% เนื่องจากคุณภาพของถุงยางเสื่อมหรือใช้ไม่ถูกต้องและการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดก็มีโอกาสพลาดได้สูงถึง 5%

2. ซึมเศร้า เพราะวัยรุ่นยังไม่ใช่วัยที่จะตั้งรากปักฐานกับใครผู้ใด ยังเป็นวัยแห่งการแสวง เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนคู่นอนจึงเกิดเสมอๆ การซึมเศร้าที่เกิดจากขาดความรักที่ยั่งยืนอาจเกาะกินหัวใจคนเราได้

3. ติดโรค อันนี้น่ากลัวนะครับอย่างที่บอกในข้อ 2 ว่าวัยรุ่นเป็นเพียงวัยแสวงหาน้อยคนนักที่จะพบรักแท้ยืนยาวเหมือนชีวิตคู่ผู้ใหญ่ การเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ ย่อมเกิดโรคตามมาแม้จะป้องกันก็ตาม


4. อาจทำให้เรียนซ้ำชั้นได้ เพราะมุ่งมั่นทำแต่คะแนนรักไม่สนใจการเรียน

5. เป็นขี้ปากชาวบ้าน โดยเฉพาะพวกขี้อิจฉา โดนนิทาว่าเสียตัวแล้วบ้าง เปลี่ยนแฟนอีกแล้ว โดนแฟนทิ้งอีกแล้วบ้าง สำหรับผู้ชายก็อาจจะเป็นที่รังเกียจของสาวดีๆ โดยข้อหา นักล่าผู้หญิง หรือนักล่าพรหมจรรย์ ฟังดูน่ากลัวนะครับ แต่เชื่อเลยว่าใครที่อ่านถึงข้อนี้ หัวเราะชัวร์


6. เกิดการหมิ่นเกียรติ์กันและกันระหว่างชายหญิง ต่างฝ่ายมองว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงตัวสนองความใคร่ ไม่มีรักแท้จีรัง ก่อนที่จะรู้จักกันอย่างแน่นแฟ้นเราอาจจะมองเขาในแง่อื่นไปเสียแล้ว

7. ถูกหลอกซ้ำซาก เพราะเคยปล่อยตัวและใจให้คนก่อนและความต้องการรักแท้ เพราะฉะนั้นคำว่ารักก็อาจจะกลายเป็นแค่ตะขอเบ็ดเกี่ยวเยื่อเท่านั้น

8. ใคร่มากกว่ารัก วัยรุ่นอาจจะต้องการมีเพศสัมพันธ์มากกว่ารัก และเข้าใจคำว่ารักผิดไป สุดท้ายส่งผลให้ไม่เข้าใจกันในที่สุด

9. ผิดหวังในรัก เมื่อคนดีที่เหมาะกับเราเข้ามาในชีวิต เมื่อเขารู้เรื่องราวในอดีตก็อาจจะหลีกหายไปได้ หรือเราเองอาจจะรู้สึกผิดกับอดีตไม่กล้าสู้หน้าเขาหรือเธอคนนั้น จนกลายเป็นคำว่า เธอดีเกินไป หรือเธอไม่คู่ควรกับฉัน เพราะเธอมันช่ำชอง ไม่น่าไว้วางใจ

10. สร้างความร้าวฉานในชีวิตคู่ เรื่องราวในอดีตไม่สามารถลบมันได้ แม้เราจะพยายามลืมไปเท่าไหร่ก็ตาม เมื่อคู่ชีวิตล่วงรู้อดีตกาลของเราย่อมเกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ชีวิตคู่จะมีความสุขได้อย่างไร แก้วเริ่มร้าวไม่นานก็แตก และไม่อาจประกอบได้ดั่งเดิม

วัยรุ่น...เปลี๊ยนไป


การสนใจเพศตรงข้ามเป็นธรรมชาติของวัยรุ่น การที่วัยรุ่นจะคบเพื่อนต่างเพศไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดในสังคมปัจจุบัน แต่วัยรุ่นที่คิดจะมีคู่ครองต้องระวังตนเอง ให้คบกันในขอบเขตที่เหมาะสม

ลักษณะการคบเพื่อนต่างเพศ

1. คบแบบเพื่อน
2. คบแบบคู่ควงหรือคู่รัก
อายุระหว่าง 14-16 ปี เด็กชายจะเริ่มสนใจผู้หญิง บางคนเริ่มจับคู่กัน วัยรุ่นชายและหญิงต้องการการตอบสนองทางเพศแตกต่างกัน


การคบกันแบบคู่ควงหรือคู่รัก

1. วัยรุ่นหญิงต้องการเพียง " ความรัก " ความรู้สึกอบอุ่นใจ มีคนปกป้อง ห่วงใย ต้องการความโรแมนติกเท่านั้น
2. วัยรุ่นชายเริ่มต้องการ " ความใคร่ " ฝ่ายหญิงอาจเพลี่ยงพล้ำ ถ้าปล่อยตัว ปล่อยใจให้เคลิบเคลิ้มไปกับ อารมณ์โรแมนติกโดยไม่รู้ตัว
ผลของการเผลอใจ การเผลอใจอาจทำให้วัยรุ่นตั้งครรภ์ก่อนถึงเวลาอันควร ซึ่งตัววัยรุ่นเอง ครอบครัว และสังคมยอมรับไม่ได้

วัยรุ่นควรลองถามตัวเองดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าตั้งครรภ์ในขณะที่เรียน

1. พ่อแม่จะว่าอย่างไร
2. การเรียนที่โรงเรียนจะเป็นอย่างไร
3. เพื่อนบ้านเขาจะพูดว่าอย่างไร
4. พ่อของลูกจะรับผิดชอบหรือไม่
5. จะเลี้ยงลูกอย่างไร
6. จะผิดศีลธรรมและเป็นตราบาปหรือไม่
ครอบครัวเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็ก


ผู้ใหญ่ในครอบครัวเป็นบุคคลสำคัญที่สุดที่จะช่วยชี้นำอบรมให้ลูกวัยรุ่นคบเพื่อนต่างเพศได้อย่างปลอดภัย เนื่องจากวัยรุ่นยังไม่บรรลุวุฒิภาวะทางอารมณ์เท่าที่ควร ผู้ใหญ่ต้องเข้าใจธรรมชาติของเด็ก

1. ให้ความไว้วางใจในตัวเขา
2. ให้โอกาสเขาพูดเมื่อต้องการปรึกษา
3. พยายามสังเกตท่าทีอยู่ห่างๆ
4. ต้องสร้างครอบครัวให้อบอุ่น ให้รู้สึกว่าบ้านน่าอยู่ ไม่ให้เกิดการผลักดันให้เด็กออกไปหา " ความอบอุ่นนอกบ้าน" ท่านก็จะได้ลูกที่เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต

ขนมขบเคี้ยว...น่าขบคิด


เมื่อเอ่ยคำว่า ขนมขบเคี้ยว เราจะนึกถึงขนมกรอบๆ หรือขนมกินเล่นที่นิยมกินกัน และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเด็กทุกคนชอบกินขนม เวลาไปเรียนหนังสือเด็กต้องมีค่าขนมไปโรงเรียน ในวันหยุดอยู่บ้านนั่งดูโทรทัศน์ หรือเล่นเกม ก็มักมีขนมให้ขบเคี้ยวอยู่เสมอ

ปัจจุบัน สื่อโฆษณาในโทรทัศน์มีอิทธิพลต่อการเลือกซื้อขนมของเด็กมาก ทั้งรูปแบบของขนมและของแถมที่ล่อตาล่อใจเด็กๆ พ่อแม่หรือผู้ปกครองหลายท่านทนลูกรบเร้าไม่ไหว จึงยอมให้เด็กซื้อกินได้

ขนมขบเคี้ยวเป็นขนมที่สะดวกซื้อ มีขายทั่วไป ขนมขบเคี้ยวเหล่านี้ พอจะจำแนกตามส่วนประกอบออกเป็น 4 กลุ่ม คือ

1. กลุ่มข้าว แป้ง เช่น ขนมอบกรอบชนิดแผ่นหรือสอดไส้มีทั้งรสหวานและเค็ม ข้าวเกรียบ
2. กลุ่มข้าว แป้ง และไขมัน เช่น มันฝรั่งทอดกรอบ ข้าวโพดอบกรอบ
3. กลุ่มที่มีแหล่งโปรตีน เช่น ปลาเส้น ปลาอบกรอบ
4. กลุ่มที่เป็นแหล่งโปรตีนและไขมัน เช่น ถั่วอบกรอบ ถั่วทอด
ขนมเหล่านี้จัดเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง แต่ให้คุณค่าทางโภชนาการค่อนข้างน้อยเพราะอุดมไปด้วยแป้ง น้ำตาลและไขมัน แต่พลังงานพวกนี้ปกติเราได้รับเพียงพออยู่แล้วในอาหารปกติ ถ้าเด็กกินเข้าไปมากอาจทำให้ได้รับพลังงานเกินในร่างกาย สุดท้ายก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา เช่น โรคอ้วน โรคฟันผุ


นอกจากนี้ควรตระหนักถึงสารปรุงแต่งรสชาติ เช่น ผงชูรส หรือ เกลือโซเดียม ขนมชนิดเดียวกันแต่ต่างรสกันอาจมีปริมาณโซเดียมที่แตกต่างกัน ขนมบางชนิดอาจเค็มจัดจนผู้กินรู้สึกได้ แต่มีอีกหลายชนิดที่มีเกลือแอบแฝงแล้วปนกับรสชาติอื่น ทำให้ผู้กินไม่รับรู้รสเค็ม หากกินในปริมาณมากจะสังเกตได้จากการมีอาการกระหายน้ำมาก เนื่องจากสมองส่วนที่เกี่ยวกับความกระหายจะถูกกระตุ้นให้มีการดื่มน้ำในปริมาณเพิ่มขึ้น เพื่อให้สัดส่วนของโซเดียมต่อน้ำในร่างกายคงที่

ในแต่ละวันควรได้รับปริมาณโซเดียมที่แนะนำให้บริโภคคือ 2,400 มิลลิกรัม โดยเกลือ 1 ช้อนชา หรือ 5 กรัม จะมีโซเดียม 2,000 มิลลิกรัม ในอาหารปกติที่รับประทานแต่ละชนิดส่วนใหญ่มีโซเดียมเป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว หากเด็กกินขนมที่มีรสเค็มมาก อาจทำให้ได้รับปริมาณโซเดียมเกินซึ่งจะส่งผลเสียต่อสุขภาพของเด็กได้ในอนาคต

ดังนั้นการเลือกขนมขบเคี้ยวชนิดต่าง ๆ เราควรคำนึงถึงปริมาณและคุณภาพของขนมที่จะกินก่อนทุกครั้ง โดยพิจารณาจากฉลากโภชนาการที่ระบุไว้เพื่อประเมินส่วนประกอบของขนมก่อนเลือกซื้อเป็นสำคัญ

แต่อย่างไรก็ตาม พ่อแม่หรือผู้ปกครองไม่สามารถอยู่กับเด็กได้ตลอดเวลา เราควรค่อยๆ สอนให้เขารู้จักการอ่าน และวิเคราะห์ฉลากอย่างง่ายๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานให้เขาได้รู้จักเลือกบริโภคอาหารอย่างอื่นๆ ได้ และสิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้คือเราควรเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะเด็ก ๆ จะสังเกตได้จากพฤติกรรมการเลือกกินอาหารจากบุคคลใกล้ชิด นอกจากนี้ควรกินอาหารให้เป็นเวลา ครบทุกหมวดหมู่ บริโภคผักและผลไม้ทุกวัน ซึ่งมีประโยชน์และคุณค่ามากกว่าขนมขบเคี้ยวที่กินกัน เนื่องจากการศึกษาในไทยที่ผ่านมาพบว่าเด็กบริโภคผักและผลไม้น้อยมาก

เพียงเท่านี้ลูกหลานของเราก็มีสุขภาพที่ดีได้ ปรึกษาข้อมูลด้านโภชนาการเพิ่มเติมได้ จากนักโภชนาการตามโรงพยาบาลต่างๆ

ประโยชน์ของการอ่านหนังสือ


1) ทำให้มีความรู้ในวิชาการด้านต่าง ๆ
อาจเป็นความรู้ทั่วไป หรือความรู้เฉพาะด้านก็ได้ เช่น การอ่านตำราแขนงต่าง ๆ หนังสือคู่มือ หนังสืออ่านประกอบในแขนงวิชาต่าง ๆ เป็นต้น


2) ทำให้รอบรู้ทันโลก ทันเหตุการณ์
การอ่านหนังสือพิมพ์การอ่านจากสื่อสารสนเทศต่าง ๆ ในสังคมทั้งภายในและภายนอกประเทศแล้ว ยังจะได้ทราบข่าวกีฬา ข่าวบันเทิง บทความวิจารณ์ ตลอดจนการโฆษณาสินค้าต่าง ๆ อีกด้วย ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปรับความเป็นอยู่ให้เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพสังคมของตนในขณะนั้น ๆ


3) ทำให้ค้นหาคำตอบที่ต้องการได้
การอ่านหนังสือจะช่วยตอบคำถามที่เราข้องใจ สงสัย ต้องการรู้ได้ เช่น อ่านพจนานุกรมเพื่อหาความหมายของคำ อ่านหนังสือกฎหมายเมื่อต้องการรู้ข้อปฏิบัติ อ่านหนังสือคู่มือแนะวิธีเรียนเพื่อต้องการประสบความสำเร็จในการเรียน เป็นต้น


4) ทำให้เกิดความเพลิดเพลิน
การอ่านหนังสือที่มีเนื้อหาดี น่าอ่าน น่าสนใจ ย่อมทำให้ผู้อ่านมีความสุข ความเพลิดเพลิน เกิดอารมณ์คล้อยตามอารมณ์ของเรื่องนั้น ๆ ผ่อนคลายความตึงเครียด ได้ข้อคิด และยังเป็นการยกระดับจิตใจผู้อ่านให้สูงขึ้นได้อีกด้วย


5) ทำให้เกิดทักษะและพัฒนาการในการอ่าน
ผู้ที่อ่านหนังสือสม่ำเสมอย่อมเกิดความชำนาญในการอ่าน สามารถอ่านได้เร็ว เข้าใจเรื่องราวที่อ่านได้ง่าย จับใจความได้ถูกต้อง เข้าใจประเด็นสำคัญของเรื่อง และสามารถประเมินคุณค่าเรื่องที่อ่านได้อย่างสมเหตุสมผล


6) ทำให้ชีวิตมีพัฒนาการเป็นชีวิตที่สมบูรณ์
ผู้อ่านมากย่อมรู้เรื่องราวต่าง ๆ มาก เกิดความรู้ความคิดที่หลากหลายกว้างไกล สามารถนำมาเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติตนให้ชีวิตมีคุณค่า และมีระเบียบแบบแผนที่ดียิ่งขึ้น


7) ทำให้เป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ดีและเสริมสร้างบุคลิกภาพ
ผ่านมากย่อมรอบรู้มาก มีข้อมูลต่างๆ สั่งสมไว้มาก เมื่อสนทนากับผู้อื่นย่อมมีความมั่นใจไม่ขัดเขินเพราะมีภูมิรู้ สามารถถ่ายทอดความรู้ให้คำแนะนำแก่ผู้อื่นในทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์ได้ ผู้รอบรู้จึงมักได้รับการยอมรับและเป็นที่เชื่อถือจากผู้อื่น