

คำสอนพระเยซูในชีวิตประจำวัน
การรักเพื่อนมนุษย์
พระเยซูเจ้ามิได้สอนให้มนุษย์ต้องรักพระเป็นเจ้าเท่านั้น แต่ยังสอนให้มนุษย์รู้จักรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตัวเองด้วย เพราะมนุษย์ทุกคนเป็นบุตรของพระบิดาเจ้า และมนุษย์ทุกคนต่างก็เป็นพี่น้องกัน ยิ่งกว่ามนุษย์ถูกสร้างมาในฉายาลักษณ์ของพระเป็นเจ้า มนุษย์จึงมีพระเป็นเจ้าอยู่ในตัวเขา ผู้ที่รักเพื่อนมนุษย์ก็ได้ชื่อว่ารักพระเป็นเจ้าด้วย
ด้วยเหตุนี่พระเยซูเจ้าจึงได้บอกให้เพื่อนมนุษย์จงรักกันและกันเหมือนรักตัวเอง หรือจงรักกันและกันเหมือนกับที่พระองค์ทรงรักเรา ดังที่ได้กล่าวไว้ในพระวรสาร หลายตอนด้วยกันเช่น…
" จงรักเพื่อนมนุษย์ เหมือนรักตัวเอง " ( มธ.22:34-40 )
หรือที่พระเยซูเจ้าได้ตรัสไว้ว่า…
" นี่คือ…บัญญัติของเรา คือให้ท่านทั้งหลายรักกัน เหมือนดังที่เรารักท่าน " ( ยน.15:12 )
นอกจากนี้พระเยซูเจ้ายังได้ย้ำเตือนเราให้รู้จักรักกันและกัน เพราะความรักมีกำเนิดมาจากพระเป็นเจ้า ผู้ใดไม่มีความรักในใจของตัวเอง ผู้นั้นก็ไม่รู้จักพระเป็นเจ้า ดังที่ได้มีการบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ว่า…
" ท่านพี่น้องที่รักเราจงรักกันและกันเพราะความรักมาจากพระบิดาเจ้าผู้ใดรักก็ถือกำเนิดจากพระเป็นเจ้า และรู้จักพระองค์ผู้ใดไม่รัก ก็ไม่รู้จักพระเป็นเจ้าเพราะพระเป็นเจ้าเป็นองค์แห่งความรัก " ( 1ยน.4:7-16
การรักเพื่อนมนุษย์
พระเยซูเจ้ามิได้สอนให้มนุษย์ต้องรักพระเป็นเจ้าเท่านั้น แต่ยังสอนให้มนุษย์รู้จักรักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตัวเองด้วย เพราะมนุษย์ทุกคนเป็นบุตรของพระบิดาเจ้า และมนุษย์ทุกคนต่างก็เป็นพี่น้องกัน ยิ่งกว่ามนุษย์ถูกสร้างมาในฉายาลักษณ์ของพระเป็นเจ้า มนุษย์จึงมีพระเป็นเจ้าอยู่ในตัวเขา ผู้ที่รักเพื่อนมนุษย์ก็ได้ชื่อว่ารักพระเป็นเจ้าด้วย
ด้วยเหตุนี่พระเยซูเจ้าจึงได้บอกให้เพื่อนมนุษย์จงรักกันและกันเหมือนรักตัวเอง หรือจงรักกันและกันเหมือนกับที่พระองค์ทรงรักเรา ดังที่ได้กล่าวไว้ในพระวรสาร หลายตอนด้วยกันเช่น…
" จงรักเพื่อนมนุษย์ เหมือนรักตัวเอง " ( มธ.22:34-40 )
หรือที่พระเยซูเจ้าได้ตรัสไว้ว่า…
" นี่คือ…บัญญัติของเรา คือให้ท่านทั้งหลายรักกัน เหมือนดังที่เรารักท่าน " ( ยน.15:12 )
นอกจากนี้พระเยซูเจ้ายังได้ย้ำเตือนเราให้รู้จักรักกันและกัน เพราะความรักมีกำเนิดมาจากพระเป็นเจ้า ผู้ใดไม่มีความรักในใจของตัวเอง ผู้นั้นก็ไม่รู้จักพระเป็นเจ้า ดังที่ได้มีการบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ว่า…
" ท่านพี่น้องที่รักเราจงรักกันและกันเพราะความรักมาจากพระบิดาเจ้าผู้ใดรักก็ถือกำเนิดจากพระเป็นเจ้า และรู้จักพระองค์ผู้ใดไม่รัก ก็ไม่รู้จักพระเป็นเจ้าเพราะพระเป็นเจ้าเป็นองค์แห่งความรัก " ( 1ยน.4:7-16
เมตตากรุณา และการให้อภัย
นอกจากท่านจะต้องรักมนุษย์แล้ว ท่านต้องเมตตาปราณีต่อคนอื่น ไม่กล่าวร้ายต่อคนอื่น และต้องรู้จักยกโทษให้ผู้อื่นเมื่อเขาทำผิดต่อท่าน หรือไม่ดีต่อท่านด้วย ดังที่พระเยซูเจ้าได้แนะนำไว้ว่า…
" จงเป็นผู้ที่เมตตาดังที่พระบิดาของท่าน ทรงเมตตากรุณาต่อท่านอย่าตัดสินเขา แล้วท่านจะไม่ถูกตัดสินอย่ากล่าวโทษเขา แล้วท่านจะได้รับการยกโทษจงให้แล้วพระเป็นเจ้าจะประทานให้ท่าน " ( ลก.6:32 - 35 )
โดยเฉพาะเมื่อมีใครทำผิดต่อท่าน และมาขอโทษท่าน ท่านก็ควรจะยกโทษให้เขา ดังที่พระเยซูเจ้าสอนไว้ว่า
" ถ้าพี่น้องของท่านทำผิด
ท่านจงตักเตือนเขา
และถ้าเขาเป็นทุกข์เสียใจ
ก็จงยกโทษให้เขา
และถ้าเขา ทำผิดต่อท่านวันละเจ็ดครั้ง และพูดว่า "เสียใจ"
ท่านจงยกโทษให้เขาเถิด " ( ลก.17:1-6 )
และไม่เพียงแต่เจ็ดครั้งเท่านั้น ถ้าเขาทำผิดมากกว่านั้น ท่านก็จะต้องยกโทษให้เขาทุกครั้ง เหมือนกับที่นักบุญเปโตรทูลถามพระเยซูเจ้าว่า....
" ถ้าพี่น้องของข้าพเจ้า ทำผิดต่อข้าพเจ้า จะต้องยกโทษให้เขากี่ครั้ง ถึงเจ็ดครั้งหรือไม่? "
และพระเยซูเจ้า ได้ตอบนักบุญเปโตรว่า…
" เราไม่ได้บอกว่ายกโทษให้เขาเจ็ดครั้ง แต่ให้ยกโทษให้เขาเจ็ดครั้ง เจ็ดสิบหน " ( มธ.18:21 - 35)
นอกจากท่านจะต้องรักมนุษย์แล้ว ท่านต้องเมตตาปราณีต่อคนอื่น ไม่กล่าวร้ายต่อคนอื่น และต้องรู้จักยกโทษให้ผู้อื่นเมื่อเขาทำผิดต่อท่าน หรือไม่ดีต่อท่านด้วย ดังที่พระเยซูเจ้าได้แนะนำไว้ว่า…
" จงเป็นผู้ที่เมตตาดังที่พระบิดาของท่าน ทรงเมตตากรุณาต่อท่านอย่าตัดสินเขา แล้วท่านจะไม่ถูกตัดสินอย่ากล่าวโทษเขา แล้วท่านจะได้รับการยกโทษจงให้แล้วพระเป็นเจ้าจะประทานให้ท่าน " ( ลก.6:32 - 35 )
โดยเฉพาะเมื่อมีใครทำผิดต่อท่าน และมาขอโทษท่าน ท่านก็ควรจะยกโทษให้เขา ดังที่พระเยซูเจ้าสอนไว้ว่า
" ถ้าพี่น้องของท่านทำผิด
ท่านจงตักเตือนเขา
และถ้าเขาเป็นทุกข์เสียใจ
ก็จงยกโทษให้เขา
และถ้าเขา ทำผิดต่อท่านวันละเจ็ดครั้ง และพูดว่า "เสียใจ"
ท่านจงยกโทษให้เขาเถิด " ( ลก.17:1-6 )
และไม่เพียงแต่เจ็ดครั้งเท่านั้น ถ้าเขาทำผิดมากกว่านั้น ท่านก็จะต้องยกโทษให้เขาทุกครั้ง เหมือนกับที่นักบุญเปโตรทูลถามพระเยซูเจ้าว่า....
" ถ้าพี่น้องของข้าพเจ้า ทำผิดต่อข้าพเจ้า จะต้องยกโทษให้เขากี่ครั้ง ถึงเจ็ดครั้งหรือไม่? "
และพระเยซูเจ้า ได้ตอบนักบุญเปโตรว่า…
" เราไม่ได้บอกว่ายกโทษให้เขาเจ็ดครั้ง แต่ให้ยกโทษให้เขาเจ็ดครั้ง เจ็ดสิบหน " ( มธ.18:21 - 35)
ไม่โกรธ และพยาบาทกัน
พระเยซูเจ้าไม่เพียงแต่สอนให้มนุษย์รู้จักรักกันและกัน เหมือนเป็นพี่เป็นน้องกันเท่านั้น แต่พระองค์ยังสอนไม่ให้มนุษย์โกรธกัน หรือเกลียดกัน รวมทั้งการไม่ผูกพยาบาท หรือแก้แค้นกัน ดังที่พระองค์สอนไว้ว่า…
" อย่าเกลียดชังพี่น้องของท่านอยู่ในใจแต่จงตักเตือนเพื่อนบ้านของท่านอย่างเปิดเผยเพื่อเจ้าจะไม่ต้องรับโทษเพราะเขาเจ้าอย่าได้แก้แค้น หรือผูกพยาบาท ลูกหลาน ญาติพี่น้องของเจ้าแต่จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง" ( ลนต.19:1-2, 17 - 18 )
พระเยซูเจ้าได้สอนให้ท่านรู้จักข่มใจตนเอง ในการไม่โต้ตอบคนที่มาทำไม่ดีต่อท่าน หรือมาทำร้ายต่อท่าน ด้วยการใช้ความรักเข้ามาช่วยแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดกับชีวิตของท่าน ดังที่พระองค์ได้สอนไว้ว่า…
" อย่าโต้ตอบคนอื่นผู้ใดตบแก้มขวาของท่านจงหัน แก้มอีกข้างหนึ่งให้ผู้ใดฟ้องท่านที่ศาล เพื่อจะได้เสื้อยาวของท่านก็จงยกเสื้อนอกแถมให้เขาด้วยและถ้าผู้ใดจะเกณฑ์ให้ท่านเดินหนึ่งหลักก็จงเดินให้เขาสองหลักเถิดผู้ใดขอจงให้และอย่าหันหลังให้ผู้ที่มาขอยืมจากท่าน " ( มธ.5:36-42 )
พระเยซูเจ้าไม่เพียงแต่สอนให้มนุษย์รู้จักรักกันและกัน เหมือนเป็นพี่เป็นน้องกันเท่านั้น แต่พระองค์ยังสอนไม่ให้มนุษย์โกรธกัน หรือเกลียดกัน รวมทั้งการไม่ผูกพยาบาท หรือแก้แค้นกัน ดังที่พระองค์สอนไว้ว่า…
" อย่าเกลียดชังพี่น้องของท่านอยู่ในใจแต่จงตักเตือนเพื่อนบ้านของท่านอย่างเปิดเผยเพื่อเจ้าจะไม่ต้องรับโทษเพราะเขาเจ้าอย่าได้แก้แค้น หรือผูกพยาบาท ลูกหลาน ญาติพี่น้องของเจ้าแต่จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง" ( ลนต.19:1-2, 17 - 18 )
พระเยซูเจ้าได้สอนให้ท่านรู้จักข่มใจตนเอง ในการไม่โต้ตอบคนที่มาทำไม่ดีต่อท่าน หรือมาทำร้ายต่อท่าน ด้วยการใช้ความรักเข้ามาช่วยแก้ปัญหาต่างๆที่เกิดกับชีวิตของท่าน ดังที่พระองค์ได้สอนไว้ว่า…
" อย่าโต้ตอบคนอื่นผู้ใดตบแก้มขวาของท่านจงหัน แก้มอีกข้างหนึ่งให้ผู้ใดฟ้องท่านที่ศาล เพื่อจะได้เสื้อยาวของท่านก็จงยกเสื้อนอกแถมให้เขาด้วยและถ้าผู้ใดจะเกณฑ์ให้ท่านเดินหนึ่งหลักก็จงเดินให้เขาสองหลักเถิดผู้ใดขอจงให้และอย่าหันหลังให้ผู้ที่มาขอยืมจากท่าน " ( มธ.5:36-42 )
การแบ่งปันและช่วยเหลือผู้อื่น
พระเยซูเจ้าสอนให้เรารู้จักช่วยเหลือคนยากจน คนตกทุกข์ได้ยาก และคนไร้ที่พึ่ง ตามกำลังความสามารถของเราที่จะทำได้ ดังที่พระองค์ได้บอกไว้ว่า…
" จงแบ่งปันอาหารของเจ้ากับผู้ที่หิวและนำคนยากจนไร้ที่อยู่ เข้ามาในบ้านเมื่อเจ้าเห็นคนไม่มีเครื่องนุ่งห่มก็จงให้เสื้อผ้าคลุมกายเขาไว้และไม่เบือนหน้าหนีไปจากญาติของเจ้า " ( อสย.58:7-10 )
ยิ่งกว่านั้นพระเยซูเจ้ายังได้เตือนใจเราอีกว่า ใครที่จะรู้ว่าผู้ที่เราได้ให้ความช่วยเหลือ หรือให้ความเมตตาต่อเขานั้นเป็นใครมาจากไหน ดีไม่ดีอาจจะเป็นฑูตสวรรค์ปลอมมาเพื่ออยากรู้ความมีน้ำใจของท่านก็ได้ ดังที่พระองค์ได้กล่าวว่า…
"อย่าละเลยที่จะต้อนรับแขกแปลกหน้า บางคนต้อนรับฑูตสวรรค์โดยไม่รู้ตัว" ( ฮบ.13:1-8 )
จงรักศัตรู
พระเยซูเจ้ามิได้สอนให้เรารักคนอื่นเท่านั้น แต่พระองค์ยังสอนให้เรารักผู้ที่เป็นศัตรูของเราด้วย ดังที่ปรากฏในพระคัมภีร์ว่า…
" จงรักศัตรู และจงภาวนาให้ผู้ที่เบียดเบียนท่าน
เพื่อท่านจะได้เป็นบุตรของบิดาเจ้าสวรรค์ " ( มธ.5:43-48 )
หรือที่พระองค์กล่าวไว้ว่า…
" พวกท่านจงรักศัตรู
จงทำดีต่อผู้ที่เกลียดชังท่าน
จงอวยพรให้แก่ผู้ที่แช่งด่าท่าน
และภาวนาอธิฐานให้ผู้ที่กล่าวร้ายใส่ความท่าน" ( ลก.6:27-38 )
จงเป็นคนสุภาพอ่อนโยน
พระเยซูเจ้าสอนให้ท่านเป็นคนสุภาพ และอ่อนโยนต่อทุกคนที่ท่านพบเขา ดังที่ปรากฏในพระคัมภีร์ว่า…,
" จงทำทุกอย่าง ด้วยใจสุภาพอ่อนโยนและเจ้าจะเป็นที่รักใคร่มากกว่าคนใจบุญ " ( บสร.3:14 - 17 )
นอกจากนั้นพระเยซูเจ้ายังสอนว่า…
" ท่านอยากให้เขาทำต่อท่านอย่างไรก็จงทำต่อเขาอย่างนั้นเถิดเพราะท่านจะตวงให้เขาอย่างไรพระเจ้าก็จะตวงตอบแทนท่านอย่างนั้น " ( ลก.6:27 - 38 )
พระเยซูเจ้ามิได้สอนให้เรารักคนอื่นเท่านั้น แต่พระองค์ยังสอนให้เรารักผู้ที่เป็นศัตรูของเราด้วย ดังที่ปรากฏในพระคัมภีร์ว่า…
" จงรักศัตรู และจงภาวนาให้ผู้ที่เบียดเบียนท่าน
เพื่อท่านจะได้เป็นบุตรของบิดาเจ้าสวรรค์ " ( มธ.5:43-48 )
หรือที่พระองค์กล่าวไว้ว่า…
" พวกท่านจงรักศัตรู
จงทำดีต่อผู้ที่เกลียดชังท่าน
จงอวยพรให้แก่ผู้ที่แช่งด่าท่าน
และภาวนาอธิฐานให้ผู้ที่กล่าวร้ายใส่ความท่าน" ( ลก.6:27-38 )
จงเป็นคนสุภาพอ่อนโยน
พระเยซูเจ้าสอนให้ท่านเป็นคนสุภาพ และอ่อนโยนต่อทุกคนที่ท่านพบเขา ดังที่ปรากฏในพระคัมภีร์ว่า…,
" จงทำทุกอย่าง ด้วยใจสุภาพอ่อนโยนและเจ้าจะเป็นที่รักใคร่มากกว่าคนใจบุญ " ( บสร.3:14 - 17 )
นอกจากนั้นพระเยซูเจ้ายังสอนว่า…
" ท่านอยากให้เขาทำต่อท่านอย่างไรก็จงทำต่อเขาอย่างนั้นเถิดเพราะท่านจะตวงให้เขาอย่างไรพระเจ้าก็จะตวงตอบแทนท่านอย่างนั้น " ( ลก.6:27 - 38 )
จงรู้จักให้อภัย
สิ่งที่สำคัญที่สุดที่พระเยซูเจ้าสอนให้มนุษย์ทุกคนปฏิบัติก็คือ การรู้จักให้อภัยต่อคนที่ทำผิดต่อท่าน ทั้งนี้เพื่อท่านจะได้รับการอภัยโทษ จากพระเป็นเจ้าด้วย ดังที่พระองค์สอนไว้ว่า…
" จงให้อภัย
แล้วท่านจะได้รับการอภัยโทษ" ( ลก.6:36-38 )
หรือที่พระองค์ตรัสว่า…
" ถ้าท่านยกโทษความผิดให้แก่เพื่อนมนุษย์
พระบิดาของท่านสถิตในสวรรค์
ก็จะทรงยกโทษความผิดของท่านด้วย " ( มธ.6:7-17 )
การถ่อมตน และการผ่อนหนักผ่อนเบา
พระเยซูเจ้าได้เน้นถึงความเมตตากรุณา ความถ่อมตน การรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา และการรู้จักให้อภัยต่อผู้อื่น และที่สำคัญก็คือความรักต่อผู้อื่น ซึ่งถือว่าเป็นความดีที่สมบูรณ์แล้วที่มนุษย์จะหาได้ ดังข้อความตอนหนึ่งของพระคัมภีร์ที่บอกว่า...
" ท่านจงประดับตนด้วยความกรุณา
อ่อนหวาน
ถ่อมตน
อ่อนโยน
และอดทน
จงผ่อนหนักผ่อนเบาซึ่งกันและกัน
หากมีเรื่องผิดพ้องหมองใจกัน ก็ยกโทษกันเสีย
พระเจ้าอภัยความผิดของท่านอย่างไร
ท่านจงให้อภัยแก่เขาอย่างนั้น
แต่สิ่งที่สำคัญกว่าทั้งหมดก็คือ "ความรัก"
อันเป็นสายสัมพันธ์ความดีบริบูรณ์ " ( คส.3:12-17)
การรับใช้ผู้ที่ตำต้อย
พระเยซูเจ้าได้บอกว่าแม้เราจะปฏิบัติดังกล่าวกับผู้ที่ต่ำต้อยเพียงใดก็ตาม ก็เหมือนกับที่เราปฏิบัติต่อพระองค์ด้วย เราจึงไม่ควรเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใคร ยากจนหรือต่ำต้อยหรือร่ำรวย มีเกียรติหรือไม่มีเกียรติ เราก็ควรจะปฏิบัติอย่างเดียวกัน แม้คนที่ต่ำต้อย ก็เท่ากับเราได้ปฏิบัติต่อพระองค์ด้วย ดังที่พระองค์กล่าวว่า…
" เราขอยืนยันว่า
พวกท่านที่ปฏิบัติต่อพี่น้อง
แม้ที่ต่ำต้อยของเราครั้งใด
ก็เท่ากับปฏิบัติต่อเรา " ( มธ.25:31-46 )
ความซื่อสัตย์
ความซื่อสัตย์นับว่าเป็นสิ่งสำคัญของชีวิตคริสตชน ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ก็ตาม เพราะถ้าเราซื่อสัตย์ในเรื่องเล็กน้อยแล้ว เรื่องใหญ่เราก็จะซื่อสัตย์ด้วยเช่นกัน ดังที่ปรากฏในพระคัมภีร์ว่า…
" คนที่ซื่อสัตย์ในเรื่องเล็กน้อยก็จะซื่อสัตย์ในเรื่องใหญ่ด้วยคนที่ไม่ซื่อสัตย์ในเรื่องเล็กน้อยก็จะไม่ซื่อสัตย์ในเรื่องใหญ่ด้วย " ( ลก.16:9-15 )
สิ่งชั่วร้ายของชีวิต
พระเยซูเจ้าได้สอนเราว่า สิ่งที่ร้ายกาจของชีวิตเรามีอยู่สองสิ่งคือ ความโกรธอาฆาต และความเจ็บใจ ซึ่งเป็นเครื่องบั่นทอนความสุขและชีวิตของเรา และไม่มีอะไรจะแก้ไขได้ นอกจากการใช้ความรักและการอภัยช่วยเหลือ เพื่อให้เราได้รอดพ้นจากความชั่วร้ายดังกล่าว ดังที่บอกไว้ในพระคัมภีร์ว่า…
" สองสิ่งที่ร้ายกาจคือความโกรธอาฆาต และความเจ็บใจจงยกโทษให้ผู้ทำความผิดต่อท่านแล้วบาปของท่านก็จะได้รับการอภัย "
( บสร.27:30, 28:7 )
การไม่ชิงดีชิงเด่น หรืออวดตัว
สำหรับการดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้ พระองค์สอนให้มนุษย์อย่าได้ชิงดีชิงเด่นกัน หรือคิดแต่จะหาชื่อเสียงใส่ตนเอง และกล่าวใส่ร้ายผู้อื่น รวมทั้งจะต้องไม่ทำตัวเองว่าตัวเองเก่งกว่าคนอื่นๆ ตรงกันข้ามพระองค์สอนให้มนุษย์มีความถ่อมตน และยกย่องคนอื่นว่ามีความรู้ความสามารถมากกว่าตน ดังที่พระองค์ได้สอนไว้ว่า…
" จงอย่ากระทำสิ่งใด ในทางชิงดีกันหรือหาชื่อเสียงใส่ตัวแต่จงถ่อมตนและถือว่าคนอื่นดีกว่าตัวแต่ละคนอย่าเห็นผลประโยชน์ของตนฝ่ายเดียวแต่จงเห็นแก่ผลประโยชน์ของคนอื่นด้วย" ( ฟบ.2:1-11 )
พระเยซูเจ้าสอนไว้ว่าในการทำบุญ หรือทำความดี ควรจะทำด้วยใจจริง ไม่ใช่ทำด้วยการเอาหน้าหรืออยากดัง เพราะการทำบุญดังกล่าว ท่านจะไม่ได้รับอะไรเป็นการตอบแทนจากพระเป็นเจ้าเลย ไม่ว่าสิ่งที่ท่านทำนั้นจะมากมายเพียงใดก็ตาม ดังคำของพระเยซูเจ้าที่ว่า…
" จงอย่าประกอบกิจการดีของท่านต่อหน้ามนุษย์ เพื่ออวดตนมิฉะนั้นท่านจะมิได้รับบำเหน็จจากพระบิดาเจ้าผู้สถิตในสวรรค์เมื่อจะทำอย่าเป่าแตรข้างหน้าท่านเหมือนพวกหน้าซื่อใจคดเมื่อทำทานก็อย่าให้มือซ้ายของท่านรู้ว่ามือขวาของท่านทำอะไร " ( มธ.6:1-6, 16 - 18 )
ความไม่ประมาทในชีวิต
ชีวิตของมนุษย์เกิดมาแล้วก็ต้องตายไม่วันใดก็วันหนึ่ง มนุษย์จึงควรจะได้มีความสำนึกถึงความจริงข้อนี้ไว้เสมอ และขณะเดียวกันวันสิ้นพิภพก็กำลังจะใกล้เข้ามา ไม่มีใครทราบว่าวันนั้นจะมาถึงเมื่อไร วันนี้ พรุ่งนี้ อาทิตย์หน้า เดือนหน้า หรือปีหน้า
ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงไม่ควรประมาท เราควรจะได้ระมัดระวังเฝ้าชีวิตของตนเอง ให้เป็นคริสตชนที่ดีตลอดชีวิตของตน และพร้อมที่จะรับความตาย และวันสิ้นพิภพที่จะเกิดขึ้น ดังคำสอนของพระเยซูเจ้าที่ตรัสสอนไว้ว่า…
" จงระมัดระวังตัวให้ดีอย่ามัวแต่กิน และดื่มจนเมามายอย่าห่วงวิถีชีวิตนี้
มิฉะนั้น วันนั้นอาจจะมาถึงอย่างฉับพลันเหมือนอย่างบ่วงแร้วที่ดักคนไว้ทั้งโลกไว้
จงคอยเฝ้าภาวนาอยู่เสมอเพื่อท่านจะมีกำลังหนีเหตุการณ์ทั้งปวงที่เกิดขึ้น"( ลก.21:34-36 ) หรืออย่างที่พระองค์ตรัสว่า…
" จงระมัดระวังตื่นเฝ้าและอธิษฐานภาวนาเถิดเพราะท่านไม่รู้ว่าวันเวลานั้นจะมาถึงเมื่อไร" ( คร.1:3-9 )





